
ฝ่ายค้านบี้แจงรายละเอียดกู้ 3.5 แสนล้านแก้น้ำท่วม
การพิจารณา พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ
การพิจารณา พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท และ พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน วงเงิน 1.14 ล้านล้านบาท เมื่อวันที่ 29 ก.พ.นั้น ฝ่ายค้านพยายามเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงรายละเอียดแผนงานโครงการกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท เพื่อแก้น้ำท่วมให้จัดเจน
กรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีต รมว.คลัง อภิปรายว่า แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่ต้องพิจารณาใน 2 มิติ คือ รัฐบาลมีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ ที่รัฐบาลจะตัดสิทธิฝ่ายนิติบัญญัติ ในการมีส่วนร่วมพิจารณาการออกกฎหมาย ซึ่งมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น รวมทั้งประเด็นความกังวลผลกระทบทางลบที่รัฐบาลอาจไม่ได้คิดถึง
ทั้งนี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท มีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันน้ำท่วม แต่ไม่ได้เร่งด่วนจนต้องออกเป็น พ.ร.ก. เพราะจนถึงวันนี้รัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนในแผนการใช้เงิน จนกระทั่งวันที่ 15 ก.พ ซึ่งเป็นวันที่ต้องให้การด้วยวาจาต่อศาลรัฐธรรมนูญ รัฐบาลเพิ่งจะมายื่นเอกสาร อีกทั้งที่ผ่านมารัฐบาลเคยกู้เงินไปแล้ว 1.2 แสนล้านบาท จัดสรรไปใช้ได้เพียง 2 หมื่นล้านบาทเท่านั้น
กรณ์ กล่าวว่า พ.ร.ก.โอนหนี้ฯ เป็นการผลักภาระหนี้ของรัฐบาลจากตัวเองไปสู่ประชาชน โดยอ้างว่าการผลักภาระไปให้ ธปท. ทั้งที่รู้กันโดยเปิดเผย ว่าแบงก์พาณิชย์เมื่อต้นทุนสูงขึ้นก็ต้องผลักไปให้ประชาชน นี่คือความหละหลวม ขณะที่การจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากธนาคารพาณิชย์และธนาคารรัฐ 0.47% แต่ไม่นำไปชำระหนี้ กลับไปตั้งกองทุนพัฒนาประเทศ ถือว่าเป็นการปล้นคลัง นำกำไรของรัฐที่มีอยู่แล้วออกมาใช้โดยไม่ผ่านระบบงบประมาณ ถ้าใช้มาตรฐานอย่างนี้เป็นการลิดรอนอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติในอนาคต
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นชี้แจงว่าข้อเท็จจริงพรรคฝ่ายค้านไม่สามารถพูดว่า การตรา พ.ร.ก. 2 ฉบับนี้ไม่ถูกต้อง เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่า รัฐบาลทำถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ การบอกว่ารัฐบาลฉวยโอกาสนั้นก็ยอมรับว่าจริง แต่ฉวยโอกาสให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และยืนยันว่าเรามีแผนงานที่ชัดเจนแล้ว จึงได้ตรา พ.ร.ก. 4 ฉบับนี้ขึ้นมา แต่การตรา พ.ร.ก.เงินกู้ 3.4 แสนล้านบาท ของรัฐบาลชุดที่แล้วนั่นแหละที่ไม่ชัด เพราะจนถึงวันนี้งบไทยเข้มแข็งก็ยังเหลือค้างอยู่ แล้วออกมาเป็นพ.ร.ก.ได้อย่างไร
อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า โดยหลักการแล้วถือว่าเป็นเรื่องดี ที่จะกู้เงินมาเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม แต่ไม่ควรออกเป็น พ.ร.ก. เพราะรู้ว่ารัฐบาลจะนำเงินไปใช้อย่างไร ที่ผ่านมาจากการชี้แจงวงเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท มีรายละเอียดแค่เพียงว่า 1.ฟื้นฟูต้นน้ำ 6 หมื่นล้านบาท 2.ทำทางน้ำหลาก 1.77 แสนล้านบาท 3.ระบบเตือนภัย 3,000 ล้านบาท 4.ช่วยพื้นที่น้ำนอง 2 ล้านไร่ 6 หมื่นล้านบาท 5.พัฒนา 17 ลุ่มน้ำ 4 หมื่นล้านบาท และอื่นๆ 1 หมื่นล้านบาท
“ไม่มีรายละเอียดใดๆ ที่ชัดเจนว่าโครงการเหล่านี้ ไปทำที่หมู่บ้านไหน ตำบลไหน ฝ่ายค้านจึงจำเป็นต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้รัฐบาลชี้แจงรายละเอียดเหล่านี้ ทั้งพื้นที่ระบายน้ำ ฟลัดเวย์ 2 ล้านไร่ หากรู้ว่าเป็นพื้นที่ใดบ้าง สส.ก็จะได้ไปบอกชาวบ้านในพื้นที่ให้ได้รู้และเตรียมตัวว่าที่ใด” อรรถวิชช์ กล่าว
ด้านกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง กล่าวชี้แจงหลักการและเหตุผล พ.ร.ก.ทั้งสองฉบับว่า จากอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2554 ทำให้เกิดความเสียหายเป็นผลกระทบในวงกว้าง รัฐบาลได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ ขึ้นมาดูแลแก้ปัญหาน้ำท่วม และ กำหนดให้มีการลงทุนโครงสร้างสาธารณูปโภคที่จำเป็น ต้องใช้วงเงินถึง 3.5 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ มีข้อจำกัดที่ไม่สามารถใช้เงินในงบประมาณได้ และต้องใช้เงินดังกล่าวอย่างจำเป็นเร่งด่วน เพราะหากรอออก พ.ร.บ.งบประมาณจะทำให้เกิดความล่าช้า และเกิดความเสี่ยงที่ฤดูฝนใกล้จะมา รัฐบาลจึงได้ออก พ.ร.ก.ให้กระทรวงการคลังมีอำนาจกู้เงิน เพื่อนำมาใช้จ่ายป้องกันภัยพิบัติล่วงหน้าและเสริมสร้างความเชื่อมั่นนับจากนี้เป็นต้นไป
นอกจากนี้ ในส่วน พ.ร.ก.โอนหนี้กองทุนฯ 1.14 ล้านล้านบาท ขณะนี้กระทรวงการคลังยังไม่พร้อมที่จะชำระเงินท่ามกลางสถานการณ์ทางการเงินที่เป็นแบบขาดดุล รวมทั้งเพื่อเป็นการปรับระบบการบริหารจัดการชำระดอกเบี้ย ทำให้ยอดหนี้สาธารณะได้รับการจัดการอย่างมีระบบ และมีงบเพียงพอในการจัดการหนี้สาธารณะส่วนอื่น เพื่อนำไปใช้พัฒนาประเทศ รวมทั้งสร้างเสถียรภาพการเงิน การคลังโดยรวม
“จึงเป็นเหตุที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งความจำเป็นและเหตุผลนั้นสมาชิกจะเห็นจากเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่มีความจำเป็น ความเร่งด่วนนี้ และควรให้ความเห็นชอบเพื่อให้รัฐบาลจะเร่งดำเนินการให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป” กิตติรัตน์ กล่าว







