
สภาถกพรก.กู้2ฉบับคลังย้ำจำเป็นต้องใช้แก้น้ำท่วม
สภา ถกพ.ร.ก.2 ฉบับ รมว.คลังย้ำจำเป็นเร่งด่วนกู้ 3.5 แสนล้านแก้น้ำท่วม "กรณ์" อัดลิดรอนสิทธินิติบัญญัติ กลั่นกรองกม.
สภา ถกพ.ร.ก.2 ฉบับ รมว.คลังย้ำจำเป็นเร่งด่วนกู้ 3.5 แสนล้านแก้น้ำท่วม "กรณ์" อัดลิดรอนสิทธินิติบัญญัติ กลั่นกรองกม.
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาวาระ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท และพ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน วงเงิน 1.14 ล้านล้านบาท ซึ่งวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านตกลงใช้เวลาฝ่ายละ 7 ชั่วโมง ทั้งวันที่ 29 ก.พ.และ วันที่1 มี.ค. ส่วนจะมีการตั้งกระทู้ถามในวันที่ 1มี.ค.หรือไม่ให้วิป 2 ฝ่ายไปหารือกัน
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง กล่าวรายงานหลักการและเหตุผลของ พ.ร.ก.ทั้ง 2 ฉบับว่า จากอุทกภัยครั้งใหญ่ เมื่อปี 2554 ทำให้เกิดความเสียหายผลกระทบในวงกว้าง รัฐบาลได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ ขึ้นมาดูแลแก้ปัญหานำ้ท่วม และ กำหนดให้มีการลงทุนโครงสร้างสาธารณูปโภคที่จำเป็น ต้องใช้วงเงินถึง 3.5 แสนล้านบาท ด้วยมีข้อจำกัด ซึ่งเมื่อไม่สามารถใช้เงินในงบประมาณได้ และต้องใช้เงินดังกล่าวอย่างจำเป็นเร่งด่วน เพราะหาก รอ พ.ร.บ.งบประมาณจะทำให้เกิดความล่าช้า และเกิดความเสี่ยงที่ฤดูฝนใกล้จะมา รัฐบาลจึงได้ออกพ.ร.ก.ให้กระทรวงการคลังมีอำนาจกู้เงิน เพื่อนำมาใช้จ่ายป้องกันภัยพิบัติล่วงหน้าและเสริมสร้างความเชื่อมั่นนับจากนี้เป็นต้นไป
ทั้งนี้ คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและการสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.)ได้มีการพิจารณากำหนดกรอบการลงทุนในวงเงิน 3.5 แสนล้านบาท อาทิ แผนงานด้านทรัพยากรธรรมชาติ การสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ การปรับปรุงสิ่งก่อสร้างเดิม จัดทำทางน้ำหลาก ฟลัดเวย์ การปรับปรุงยกระดับถนนและทางหลวง และคันกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริเพื่อป้องกันน้ำท่วม จัดทำระบบข้อมูลการพยากรณ์ การเตือนภัย ส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน และแผนงานการปรับปรุงพื้นที่เกษตรชลประทานให้เป็นแก้มลิงประมาณ 2 ล้านไร่ วงเงินจำนวน 6 หมื่นล้านบาท แผนการจัดการลุ่มน้ำอีก 17 ลุ่มน้ำ และแผนยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูอนาคตประเทศ 1 หมื่นล้านบาท
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า การออก พ.ร.ก.โอนหนี้กองทุนฯ 1.14 ล้านล้านบาท เนื่องจาก ขณะนี้กระทรวงการคลังยังไม่พร้อมที่จะชำระเงินท่ามกลางสถานการณ์ที่สถานการณ์ทางการเงินเป็นแบบขาดดุล รวมทั้ง เพื่อเป็นการปรับระบบการบริหารจัดการชำระดอกเบี้ย โดยให้กองทุนฟื้นฟูมีหน้าที่รับผิดชอบชำระเงินต้นและดอกเบี้ย และให้กระทรวงการคลังเป็นผู้กำกับดูแล รวมทั้งหาแหล่งเงินทุนในการชำระเพื่อให้ยอดหนี้สาธารณะจำนวน 1.14 ล้านล้านบาท ได้รับการจัดการอย่างมีระบบ และมีงบเพียงพอในการจัดการหนี้สาธาณะส่วนอื่น เพื่อนำไปใช้พัฒนาประเทศ รวมทั้งสร้างเสถียรภาพการเงิน การคลังโดยรวม จึงเป็นเหตุที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งความจำเป็น และเหตุผลให้นั้นสมาชิกจะเห็นเจตนารมย์ของรัฐบาลที่มีความจำเป็นความเร่งด่วนนี้ และควรให้ความเห็นชอบเพื่อให้รัฐบาลจะเร่งดำเนินการให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป
นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรมว.คลัง กล่าวว่า แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่ต้องพิจารณาใน2 มิติ คือ รัฐบาลมีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ที่รัฐบาลจะตัดสิทธิฝ่ายนิติบัญญัติ ในการมีส่วนร่วมพิจารณาการออกกฎหมาย ซึ่งมีความจำเป็นปรับปรุงแก้ไขให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น รวมทั้งประเด็นความกังวลผลกระทบทางลบที่รัฐบาลอาจไม่ได้คิดถึง
ทั้งนี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท มีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อป้องกันน้ำท่วม แต่ไม่ได้เร่งด่วนจนต้องออกเป็น พ.ร.ก. เพราะจนถึงวันนี้รัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนในแผนการใช้เงิน จนกระทั่งวันที่ 15 ก.พ ซึ่งเป็นวันที่ต้องให้การด้วยวาจาต่อศาลรัฐธรรมนูญ รัฐบาลเพิ่งจะมายื่นเอกสาร อีกทั้งที่ผ่านมารัฐบาลเคยกู้เงินไปแล้ว 1.2 แสนล้านบาท จัดสรรไปใช้ได้เพียง 2 หมื่นล้านบาทเท่านั้น
นายกรณ์ กล่าวว่า พ.ร.ก.โอนหนี้ฯ เป็นการผลักภาระหนี้ของ รัฐบาลไปจากตนเองไปสู่ประชาชน โดย อ้างว่าผลักภาระไปให้ธปท. ทั้งที่ รู้กันโดยเปิดเผยว่าแบงก์พาณิชย์เมื่อต้นทุนสูงขึ้นก็ต้องผลักไปให้ประชาชน นี่คือความหละหลวม ขณะที่ การจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากธนาคารพาณิชย์และธนาคารัฐ 0.47% แต่ไม่นำไปชำระหนี้ กลับไปตั้งกองทุนพัฒนาประเทศ ถือว่าเป็นการปล้นคลัง นำกำไรของรัฐที่มีอยู่แล้วออกมาไปใช้โดยไม่ผ่านระบบงบประมาณ ถ้าใช้มาตรฐานอย่างนี้เป็นการลิดรอนอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติในอนาคต
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ลุกขึ้นชี้แจงว่า ข้อเท็จจริงพรรคฝ่ายค้านไม่สามารถพูดว่าการตรา พ.ร.ก. 2 ฉบับนี้ไม่ถูกต้อง เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่า รัฐบาลทำถูกต้อง ตามรัฐธรรมนูญ การบอกว่ารัฐบาลฉวยโอกาสนั้นก็ยอมรับว่าจริง แต่ฉวยโอกาสให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และยืนยันว่า เรามีแผนงานที่ชัดเจนแล้วจึงได้ตรา พ.ร.ก. 4 ฉบับนี้ขึ้นมา แต่การตราพ.ร.ก.เงินกู้ 3.4 แสนล้านบาท ของรัฐบาลชุดที่แล้วนั่นแหละที่ไม่ชัด เพราะจนถึงวันนี้งบไทยเข้มแข็งก็ยังเหลือค้างอยู่ แล้วออกมาเป็นพ.ร.ก.ได้อย่างไร







