
ปภ.ยันแผนเผชิญน้ำท่วมเสร็จเม.ย.นี้
ปภ.สั่งเร่งทำแผนเผชิญเหตุน้ำท่วม ชี้เสร็จภายในเม.ย.นี้ พร้อมปรับการสั่งการทั้งระบบ ลดความสับสนประชาชน
ปภ.สั่งเร่งทำแผนเผชิญเหตุน้ำท่วม ชี้เสร็จภายในเม.ย.นี้ พร้อมปรับการสั่งการทั้งระบบ ลดความสับสนประชาชน
นายวิบูลย์ สงวนพงษ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า การจัดทำแผนเผชิญเหตุ กรณีเกิดภัยพิบัติ หรือเกิดเหตุการณ์มหาอุทกภัยในลักษณะเดียวกับเมื่อปีที่ผ่านมานั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยเป็นประธานคณะกรรมการจัดทำแผนงานเผชิญเหตุเฉพาะพื้นที่เพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยระยะเร่งด่วน ใน 11 จังหวัด ได้แก่จ.ชัยนาท จ.อ่างทอง จ.สิงห์บุรี จ.พระนครศรีอยุธยา จ.ลพบุรี จ.นครปฐม จ.สุพรรณบุรี จ.นนทบุรี จ.ปทุมธานี จ.สมุทรปราการ และจ.สมุทรสาคร รวมถึงกรุงเทพมหานคร (กทม.) ด้วย
ทั้งนี้ปภ.รับหน้าที่เป็นกรรมการและเลขานุการ และมีผู้แทนกระทรวงต่าง ๆ อาทิ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงกลาโหม กระทรวงสาธารณสุข ฯลฯ ร่วมเป็นคณะกรรมการ ซึ่งการจัดทำแผนเผชิญเหตุ จะติดตามตั้งแต่การหาพื้นที่แก้มลิง การจัดทำคันกั้นน้ำ โดยจะเน้นไปถึงการประเมินสถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้น (Worst case scenarios) และวางแผนการเตือนภัย การอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ การจัดหาอุปกรณ์สำหรับเข้าพื้นที่ประสบภัย และความรับผิดชอบ หรือการสั่งการในพื้นที่ประสบภัย ไม่ให้เกิดความสับสนขึ้น อย่างเมื่อปีที่ผ่านมา
“เราประชุมคณะกรรมการไปทั้งหมด 2 ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งก็มีการหาข้อสรุปกันในหลายเรื่อง เพราะรายละเอียดของแผนเผชิญเหตุนั้นกว้างมาก และต้องการจะให้ประชาชนในแต่ละพื้นที่ได้ประโยชน์อย่างแท้จริง ทั้งนี้ คณะกรรมการวางกรอบเวลาไว้ว่า แผนเผชิญเหตุของแต่ละจังหวัด จะจัดทำเสร็จภายในเดือนเม.ย. และเริ่มซักซ้อมตามแผนได้ทันที โดยจะมีการซ้อมเหมือนจริงทุกขั้นตอน เพื่อทดสอบระบบการสั่งการ และให้ประชาชนรับทราบว่าขณะเกิดเหตุจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร รวมถึงข้อมูลข่าวสารที่รัฐบาลประกาศ เข้าถึงประชาชนหรือไม่ ทั้งนี้ยังไม่ได้กำหนดพื้นที่นำร่องว่าจะเป็นจังหวัดใด แต่ที่คิดไว้น่าจะนำร่องด้วยจังหวัดที่สั่งการยากที่สุด เพื่อทดสอบว่าแผนเผชิญเหตุสามารถใช้งานจริงได้ดีหรือไม่”นายวิบูลย์กล่าว
อธิบดีปภ.กล่าวอีกว่า การจัดทำแผนเผชิญเหตุครั้งนี้ จะมีการกระชับบทบาทของผวจ.และนายอำเภอในแต่ละท้องที่ ให้มีบทบาทร่วมกับภาคประชาชน เช่นเดียวกับการจัดหาถุงยังชีพ เรือ หรือเครื่องจักรกลต่าง ๆ ก็จะต้องรวบรวมความต้องการของแต่ละท้องถิ่นให้มากที่สุด และกำหนดบทบาทส่วนราชการที่เข้าไปดูแล ให้กระจายอุปกรณ์ได้ครอบคลุมมากที่สุด







