
หาช่องยึดพื้นที่สปก. ผุดโรงไฟฟ้าพลังลม
โพสต์ทูเดย์
— กระทรวงพลังงาน เกษตร กระทรวงทรัพย์ ร่วมหาช่องปลดล็อก ใช้พื้นที่ ส.ป.ก. สร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลนายไกรฤทธิ์ นิลคูหา อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า เตรียมลงนามความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมกันศึกษาศักยภาพพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวล อาทิ พลังลม เป็นต้น โดยเฉพาะบางพื้นที่ที่เหมาะสมแต่ติดปัญหาเป็นที่ดินของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร (ส.ป.ก.) จำเป็นต้องขออนุญาตก่อนเข้าใช้พื้นที่
ทั้งนี้ หากมีการลงนามความร่วมมือร่วมกันอย่างเป็นทางการ จะทำให้ลดปัญหาและอุปสรรคในการใช้พื้นที่ ส.ป.ก.ได้ เนื่องจากที่ผ่านมาการส่งเสริมโรงไฟฟ้าชีวมวลยังไม่คืบหน้ามากนัก ตามเป้าหมายกำหนดไว้จะมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าตามแผนพลังงานทดแทน 15 ปี (25522564) ไว้ที่ 2,700 เมกะวัตต์ แต่ปัจจุบันยังส่งเสริมได้เพียง 1,800 เมกะวัตต์ ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาการใช้พื้นที่ซึ่งอยู่ตามไหล่เขาหรือในเขตป่า และปัญหาขนย้ายอุปกรณ์ติดตั้ง
นอกจากนี้ จะมีการกำหนดพื้นที่การเพาะปลูกพืชพลังงานทดแทน เช่น ปาล์มน้ำมัน ให้เพียงพอกับการผลิตไบโอดีเซล (บี100) ด้วยเนื่องจากในปี 2554 มีเป้าหมายที่จะบังคับเพิ่มสัดส่วนการใช้บี100ผสมดีเซล จาก 2% เป็น 5% หรือ บี5 จำเป็นต้องวางแผนพืชวัตถุดิบและกำลังการผลิตให้เพียงพอด้วย
“พยายามผลักดันแผนพลังงานทดแทน15ปีให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ที่ผ่านมาได้รับการสนใจจากภาคเอกชนที่สนใจเข้ามาลงทุนตั้งโรงไฟฟ้า ที่ผลิตจากพลังงานลม มีผู้สนใจยื่นเข้ามา1,800 เมกะวัตต์ มากกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้จำนวน 700 เมกะวัตต์ ในขณะที่โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์มีผู้สนใจยื่นเข้ามา 1,200 เมกะวัตต์ แต่เป้าหมายกำหนดไว้เพียง 500 เมกะวัตต์ ซึ่งหลังจากนี้คงต้องติดตามว่าเอกชนที่ยื่นโครงการลงทุนไว้จะมีการดำเนินการโครงการได้จริงมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งการลงนามกับ กระทรวงเกษตรและกระทรวงทรัพยฯน่าจะมีส่วนผลักดันให้การตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลทำได้ง่ายขึ้นด้วย ”นายไกรฤทธิ์ กล่าว**นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวว่าการส่งเสริมพลังงานทดแทนของรัฐบาลทำให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาพลังงานลม จึงจำเป็นต้องศึกษาศักยภาพพื้นที่ในการตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานลมและจัดทำเป็นแผนที่พลังงานลมของประเทศ ใหม่ เพื่อให้มีข้อมูลที่ทันสมัยและถูกต้องมากขึ้น
*** ส่วนปัญหาการขอใช้พื้นที่สปก. ในการพัฒนาพลังงานลมผลิตไฟฟ้านั้น จากผลการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เห็นชอบที่จะจัดกิจกรรมผลิตไฟฟ้า และสนับสนุนการใช้ที่ดินให้สามารถดำเนินการต่อไป โดยคิดค่าตอบแทนในลักษณะเดียวกับกิจการทำเหมืองแร่ โดยเรียกเก็บเป็น 2 ส่วน คือ เก็บค่าเช่นในอัตรา 3% ของราคาประเมินที่ดินของกรมธนารักษ์แบบรายปี และเรียกเก็บค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์ที่ดินในอัตรา 3.5 หมื่นบาทต่อไร่ต่อปี
***สำหรับผลการดำเนินงานด้านอนุรักษ์พลังงานตั้งแต่ 2535 จนถึงปัจจับัน ทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ ตลอดจนภาคครัวเรือน สามารถประหยัดพลังงานได้สูงถึง 5.09 หมื่นล้านาท หรือประมาณ 2,038 กิโลตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ และยังลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สูงถึง 6.25 ล้านตันคาร์บอน







