posttoday
จับตาแบงค์ยุโรปหวนเนื้อหอมอีซีบีไม่อั้นฉุดพ้นวิกฤต

จับตาแบงค์ยุโรปหวนเนื้อหอมอีซีบีไม่อั้นฉุดพ้นวิกฤต

28 กุมภาพันธ์ 2555

แม้สถานการณ์ในปัจจุบันยังคงเร็วเกินไปที่จะถือว่าวิกฤตหนี้สาธารณะของประเทศกรีซได้สิ้นสุดลงแล้ว

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

แม้สถานการณ์ในปัจจุบันยังคงเร็วเกินไปที่จะถือว่าวิกฤตหนี้สาธารณะของประเทศกรีซได้สิ้นสุดลงแล้ว

แต่ความชัดเจนในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเงินช่วยเหลือรอบ 2 มูลค่า 1.3 แสนล้านยูโร (ราว 5.2 ล้านล้านบาท) การยอมปรับลดยอดหนี้ของบรรดาเจ้าหนี้ภาคเอกชนถึง 53.5% แผนการสวอปพันธบัตรและมาตรการรัดเข็มขัด ส่งผลให้ความตึงเครียดของวิกฤตหนี้ในภูมิภาคยุโรปเริ่มคลี่คลายและเริ่มเห็นนักลงทุนกลับเข้ามาลงทุนในตลาดยุโรปอีกครั้ง

เรียกได้ว่า เป็นแนวโน้มสดใสที่บรรดานักวิเคราะห์หลายสำนักอดคิดไม่ได้ว่าเมฆหมอกเลวร้ายได้ผ่านพ้นภูมิภาคยุโรปไปแล้วเรียบร้อย

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่ากว่าที่วิกฤตหนี้กรีซในครั้งนี้จะผ่านพ้นอาการโคม่ามาได้ บรรดาธนาคารของยุโรป ซึ่งส่วนใหญ่คือเจ้าหนี้ภาคเอกชนของกรีซต้องยอมเจ็บตัวเฉือนเนื้อเถือหนังกันแบบสุดฤทธิ์สุดเดช

ยืนยันได้จากการกัดฟันยินยอมขาดทุนตัดลดยอดหนี้สาธารณะของกรีซมากเกินครึ่ง คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 1.07 แสนล้านยูโร (ราว 4.28 ล้านล้านบาท) ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่กิจการธนาคารในภูมิภาคส่วนใหญ่ก็กำลังเผชิญหน้ากับการขาดสภาพคล่อง จนต้องเพิ่มระดับอัตราทุนสำรองเงินฝาก เพื่อเป็นหลักประกันให้กับกิจการของตนเองว่าจะอยู่รอดปลอดภัยดี หากเกิดเหตุวิกฤตทางการเงินขึ้นอีกครั้งในอนาคต

พูดให้เข้าใจง่ายก็คือว่า ธนาคารต้องยอมขาดทุนกับหนี้กรีซ เพื่อให้มีเงินส่วนหนึ่งติดมือคืนมาบ้าง ในขณะที่ก็ต้องทำทุกทางเพื่อให้นักลงทุนมั่นใจว่าธนาคารจะไม่มีทางล่มเพื่อให้นักลงทุนเอาเงินมาลงทุน

เรียกได้ว่า สถานการณ์ยากลำบากที่เกิดขึ้นในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เป็นชะตากรรมสุดเลวร้ายของธนาคารทั้งหลายในยุโรปอย่างแท้จริง โดยยังไม่นับรวมถึงวิบากกรรมซ้ำซ้อนอย่างการขายประกันคุ้มครองการชำระเงิน (Payment Protection Insurance : PPI) ของเหล่าธนาคารในอังกฤษ ซึ่งส่งผลให้สาธารณะชนส่วนใหญ่มองว่าธนาคารมุ่งแต่แสวงหากำไรมากกว่าการปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยให้ธุรกิจห้างร้านต่างๆ ประคับประคองตัวอยู่รอดต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีอุปสรรคมากมายให้ต้องฝ่าฟัน แต่ภาคธนาคารยุโรปกำลังกลับมาเป็นจุดสนใจของนักลงทุนอีกครั้ง เห็นได้จากแรงซื้อขายหุ้นของภาคธนาคารตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งค่อยๆ ปรับตัวขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นต่อภาคธนาคารยุโรปที่ฟื้นกลับมาได้ในครั้งนี้ ต้องยกให้เป็นความดีความชอบของธนาคารกลางแห่งยุโรป (อีซีบี)

ไซมอน เดนแฮม หัวหน้ากลุ่มการค้าของแคปิตอล สเปรดส์ กล่าวว่า ธนาคารต่างๆ ของยุโรปกำลังสดใสรื่นเริงกับแรงซื้อขายที่เพิ่มเข้ามาตั้งแต่ต้นปี 2555 หลังจากที่อีซีบีตัดสินใจเดินหน้ามาตรการเพิ่มสภาพคล่องให้กับธนาคาร เมื่อเดือน ธ.ค. 2554 ด้วยการประกาศเสนอเงินกู้จำนวนไม่อั้น แล้วแต่ความต้องการของธนาคาร แถมคิดดอกเบี้ยแค่ 1% ระยะเวลา 3 ปี เพื่อสกัดกั้นไม่ให้วิกฤตหนี้สาธารณะลุกลามบานปลายกลายเป็นภาวะสินเชื่อตึงตัว (Credit Crunch) ที่ธนาคารขาดสภาพคล่องจนเลือกปล่อยกู้น้อยลง แถมยังเก็บดอกเบี้ยในอัตราที่แพงขึ้น

จับตาแบงค์ยุโรปหวนเนื้อหอมอีซีบีไม่อั้นฉุดพ้นวิกฤต

ทั้งนี้ กว่า 523 ธนาคารทั่วยุโรปต่างยกมือเข้าคิวต่อแถวขอรับเงินเสริมสภาพคล่องของกิจการตนเองอย่างเต็มที่ โดยคิดเป็นมูลค่าสูงทำสถิติใหม่ถึง 4.89 แสนล้านยูโร (ราว 19.65 ล้านล้านบาท) ส่งผลให้บัญชีงบดุล ซึ่งแสดงฐานะทางการเงินของธนาคารเริ่มฟื้นกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง

พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ธนาคารมีสภาพคล่อง มีเงินหมุนเวียนในการดำเนินกิจการและปล่อยสินเชื่อต่อไปได้ ส่งผลให้ความวิตกกังวลเรื่องวิกฤตสินเชื่อตึงตัวก็เริ่มหมดไป

ดังนั้น นักลงทุนเลยอดไม่ได้ที่จะหันกลับมามองธนาคารโลกของภูมิภาคยุโรปอีกครั้ง

หลักฐานที่ยืนยันการกลับมาของนักลงทุนได้ดีหลังจากที่อีซีบีใช้แผนอัดสภาพคล่องก็คือ ผลประกอบการของบรรดาธนาคารต่างๆ ในภูมิภาคยุโรป

เริ่มจาก ดอยช์แบงก์ ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเยอรมนี ที่แม้จะต้องยอมรับความชอกช้ำวิกฤตยุโรปที่ส่งผลให้ตลาดขาดเสถียรภาพ นักลงทุนไม่มั่นใจที่จะลงทุนและเลือกที่จะสงวนท่าทีจนพลาดเป้าจากกำไรที่ตั้งไว้ในปี 2554

ทว่า โจเซฟ อัคเคอร์มันน์ ประธานบริหารดอยช์แบงก์ เปิดเผยว่า ผลกำไรสุทธิของดอยช์แบงก์ ในปี 2554 ยังเพิ่มขึ้นมาได้ถึง 87% ที่ 4,300 ล้านยูโร โดยมีรายได้เพิ่มขึ้น 16% หรือ 3,320 ล้านยูโร

ด้าน มาร์ติน เบรสซิง ประธานบริหารคอมเมิร์ซ แบงก์ ธนาคารขนาดใหญ่อันดับ 2 ของเยอรมนี ซึ่งเผชิญหน้ากับรายได้ที่ลดลงกว่า 55% เมื่อปี 2554 กล่าวว่า เงินกู้จากอีซีบี ช่วยสนับสนุนค้ำจุนทุนสำรองของธนาคารได้อย่างดี ส่งผลให้การดำเนินกิจการต่างๆ ของธนาคารค่อยๆ ก้าวหน้าด้วยดี หลังจากที่ต้องเผชิญกับเงื่อนไขสุดหิน ทั้งหนี้กรีซและเศรษฐกิจของภูมิภาคยุโรปที่เข้าสู่ภาวะถดถอยก่อนหน้านี้

ขณะที่ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาคยุโรปอย่างธนาคารเอชเอสบีซี ก็เพิ่งจะประกาศผลกำไรในปี 2554 เมื่อวานนี้

ผลความสำเร็จในครั้งแรกจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่อีซีบีจะเดินหน้าประกาศมาตรการปล่อยสินเชื่อ Long Term Refinancing Operation (LTRO) รอบใหม่ในวันที่ 29 ก.พ. 2555 ซึ่งคาดว่าจะเสนอเงินกู้อัตราดอกเบี้ยถูก 3 ปี ที่อัตราดอกเบี้ย 1% ให้กับสถาบันการเงินอีกครั้ง หลังจากที่ปล่อยไปแล้วครั้งแรกในวันที่ 21 ธ.ค. 2554 เพื่อเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้กับภาคธนาคารยุโรป หลังจากที่ต้องขาดทุนย่อยยับจากการยินยอมปรับลดยอดหนี้สาธารณะของกรีซ

ทั้งนี้ บรรดานักวิเคราะห์คาดการณ์กันว่าวงเงินของทั้งสองครั้งจะขยับขึ้นมามากกว่า 6 แสนล้านยูโร (ราว 24 ล้านล้านบาท) เลยทีเดียว

เรียกได้ว่าเป็นข่าวดีและเป็นการส่งสัญญาณทางบวกให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในตลาด แต่ก็เป็นข่าวที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนักสำหรับประเทศต่างๆ นอกภูมิภาคยุโรป

เพราะต้องไม่ลืมว่าการปล่อยกู้ขนานใหญ่ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำของอีซีบีไม่ต่างอะไรกับการอัดเงินเข้าระบบของมาตรการคิวอีที่สหรัฐนำมาใช้ ซึ่งจะส่งผลให้มีเงินทุนไหลทะลักเข้ามาหากำไรจากความต่างของดอกเบี้ยในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งในขณะนี้กำลังย่ำแย่กับตัวเลขการส่งออกที่หดตัวลงอย่างมาก

แน่นอนว่า การที่ภาคธนาคารของยุโรปฟื้นตัวมีสภาพคล่องขึ้นมาได้ย่อมเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากธนาคารเหล่านั้นก็เป็นแหล่งเงินทุนชั้นดีที่หลายธุรกิจในเอเชียยังคงต้องพึ่งพาอาศัย

แต่ปัญหาก็คือว่า เอเชียพร้อมมากแค่ไหนกับการเปิดรับผลดีที่มาพร้อมกับความเสี่ยงนั้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท