posttoday
'สวนเกาตรวิถีพุทธ'ฟื้นผืนป่าด้วยหลักธรรม

'สวนเกาตรวิถีพุทธ'ฟื้นผืนป่าด้วยหลักธรรม

27 กุมภาพันธ์ 2555

“ชีวิตยังไม่สิ้น ก็ต้องดิ้นกันไป” ไม่มีคำปลุกปลอบใจใดที่จะใช้ได้ดีที่สุดเท่าคำๆ นี้

“ชีวิตยังไม่สิ้น ก็ต้องดิ้นกันไป” ไม่มีคำปลุกปลอบใจใดที่จะใช้ได้ดีที่สุดเท่าคำๆ นี้

อุทกภัยร้ายแรงที่ผ่านไป ส่งผลให้คนเกือบครึ่งประเทศต้องทุกข์ระทมแสนสาหัส ในช่วงเวลาที่ผ่อนคลายทุกข์นี้ คงไม่มีอะไรที่ดีกว่าการนำหลักธรรมะมาช่วยเยียวยาจิตใจ ด้วยการปล่อยวางมองทรัพย์สินที่สูญเสียไปกับน้ำเป็นสิ่งนอกกาย ถ้าไม่ตายก็หาใหม่ได้

สังคมไทยเป็นเมืองพุทธ ทำเกษตรเป็นอาชีพหลัก วันนี้โลกเปลี่ยนไป สังคมการเกษตรเปลี่ยนตาม เกิดการแข่งขันสร้างผลผลิตทางการเกษตรป้อนให้โรงงานอุตสาหกรรม การเกษตรบ้านเราวันนี้จึงมีเป้าหมายเพียงเพื่อความมั่งคั่ง ละเลยที่จะฟื้นฟูผืนดินและผืนป่า ไม่ต่างอะไรกับคนที่กำลังเดินหลงทาง

หนึ่งแนวทางที่น่าสนใจและเคยคว้ารางวัลลูกโลกสีเขียว เมื่อปี 2553 คือ เกษตรวิถีใหม่ที่มาจากหลักคิดของคุณลุงวิฑูร หนูเสน ชาว ต.เขาหัวช้าง อ.ตะโหมด จ.พัทลุง จากการสนับสนุนของศูนย์เรียนรู้สุขภาวะชุมชน สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้นำแนวหลักธรรมในศาสนาพุทธมาเปลี่ยนการเกษตรให้เป็น “เกษตรวิถีพุทธ” หรือวนเกษตรป่ายาง

โครงการนี้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2541 แต่เดิมคุณลุงวิฑูร ปลูกยางพาราอย่างเดียวเหมือนกับเกษตรกรอื่นๆ ก็ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนมาเป็นการนำพืชป่าต่างๆ เข้ามาปลูกแซมร่วมกับต้นยางพารา เพื่อสร้างป่าในพื้นที่ทำการเกษตร หรือการเกษตรที่เลียนแบบธรรมชาติ

หลักการคือเมื่อมีพืชแต่ละชนิดที่เจริญเติบโตเพิ่มขึ้นมาในสวนยาง กระบวนการพึ่งพาอาศัยกันตามธรรมชาติก็เกิดขึ้น พืชคลุมดินก็จะช่วยการกักเก็บชุ่มชื้นในดินให้กับพืชยืนต้น พืชล้มลุกเปลี่ยนสภาพตัวเอง กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ เป็นอาหารให้พืชด้วยกัน ไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีที่มีผลกระทบสิ่งแวดล้อม

'สวนเกาตรวิถีพุทธ'ฟื้นผืนป่าด้วยหลักธรรม

สิ่งที่ปรากฏให้เห็นตามมา คือการเพิ่มขึ้นของสัตว์ตามธรรมชาติและนกชนิดต่างๆ เข้ามาหากิน เกิดความสมดุลในระบบนิเวศเพิ่มเข้าไปอีก พื้นที่เกษตรที่เคยให้ประโยชน์แก่มนุษย์ฝ่ายเดียว เริ่มแปรสภาพมาเป็นพื้นที่ป่า ทั้งคนและธรรมชาติเริ่มได้รับประโยชน์ร่วมกัน ทั้งยังสามารถใช้ทรัพยากรพืชพรรณที่งอกเงยขึ้นมา

กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ การจัดการระบบวนเกษตรป่ายางคือแนวคิดแบ่งการบริหารจัดการออกเป็น 7 โซน

โซน 1 ป่ายางพาราเนื้อที่ 7 ไร่ ปล่อยให้ต้นไม้ พืชผัก และสมุนไพร ขึ้นอยู่รวมกันกับต้นยางพารา

โซน 2 สวนยางพาราเนื้อที่ 6 ไร่

โซน 3 ป่าไส หรือที่ซึ่งเคยปลูกข้าวไร่มาก่อน แต่ปัจจุบันปล่อยพื้นที่ให้ธรรมชาติจัดการกันเอง เพื่อเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยสัตว์ป่าเนื้อที่ 10 ไร่

โซน 4 นาข้าว เนื้อที่ 3 ไร่ การทำนาข้าวจะเป็นระบบเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ทดแทน

โซน 5 บ่อเลี้ยงปลา 2 ไร่ นอกจากมีปลาที่ได้จากธรรมชาติแล้วก็มีปลาที่ได้จากการเพาะเลี้ยงมาปล่อยในบ่อปลาด้วย เช่น ปลานิล ปลาตะเพียน อาหารที่ใช้เลี้ยงปลาก็จะเป็นอาหารที่ได้จากธรรมชาติ

โซน 6 ที่อยู่อาศัย 2 ไร่ การสร้างที่อยู่อาศัยจะใช้ประโยชน์จากไม้ที่ปลูกเอาไว้ส่วนบริเวณบ้านก็จะปลูกผักสวนครัวและผลไม้ไว้บริโภค

และโซน 7 พื้นที่ปศุสัตว์ สามารถใช้พื้นที่ได้ทุกโซน มีการเลี้ยงไก่พื้นเมืองแบบปล่อยลาน โดยการให้ไก่หากินตามธรรมชาติ

ผลดีของการทำเกษตรแบบนี้ ได้รับการถ่ายทอดจาก ชูสินธ์ ชนะสิทธิ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลเขาหัวช้าง ซึ่งทำหน้าที่เหมือนพี่เลี้ยงคอยสนับสนุน ที่สำคัญเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม เนื่องจากการทำสวนยางพารานั้น กว่าต้นยางจะโต หน้าดินเป็นดินตะกอน เวลาฝนตกชะดินเหล่านี้สู่เบื้องล่าง ทำให้คูคลองตื้นเขิน ต้นไม้ที่ปลูกแซมในสวนเกษตรฯ สามารถช่วยดักตะกอนดินเหล่านี้ได้

“การปลูกพืชแซมในสวนป่ายางนั้น ประกอบไปด้วยพืชหลายชนิดที่เรียกว่าการปลูกพืช 9 ชั้น เริ่มตั้งแต่ชั้นล่างสุดคือพืชที่ใช้รากหรือหัวของพืชมาใช้เป็นสมุนไพรได้ มีรากสำหรับคลุมดินสูงขึ้นมาอีกก็เป็นพืชที่สามารถนำกิ่งก้านมาบริโภคได้ ถัดขึ้นไปเป็นพืชใช้สอยได้อย่างผลไม้ และสูงขึ้นไปอีกก็เป็นพืชเศรษฐกิจ หรือไม้ต่างๆ ที่นำมาใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างได้ สิ่งที่เห็นชัดตอนนี้คือความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตของธรรมชาติที่เพิ่มสูงขึ้น”

นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลเขาหัวช้าง ยืนยันว่า ผลดีที่ได้รับในแง่เศรษฐกิจที่ตามมา คือผลผลิตยางพารามีสูงขึ้น ปริมาณน้ำยางจากที่เคยได้ 5 กิโลกรัม ก็สูงขึ้นเป็น 10 กิโลกรัม โดยไม่ต้องใช้ปุ๋ย ซึ่งมหาวิทยาลัยต่างๆ ให้ความสนใจส่งนักศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอกเข้ามาศึกษาวิจัย

“วันนี้แนวคิดเรื่องการทำสวนเกษตรวิถีพุทธ ทำให้คนใน ต.ตะโหมด นำไปทำเป็นตัวอย่าง และเริ่มมีสมาชิกเพิ่มมาเป็น 50-60 ราย ประกอบกับได้รับความสนใจจากสถาบันการศึกษาจำนวนมาก ที่ส่งนักศึกษาและอาจารย์ก็เข้ามาศึกษาและทำการวิจัย นอกจากนี้ยังมีบริษัทเอกชนเข้ามาศึกษาเพื่อนำแนวคิดรูปแบบนี้ไปใช้ในพื้นที่อื่นอีกด้วย” ชูสิน กล่าว

เมื่อคนเริ่มกลับมาอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างพึ่งพาอาศัยร่วมกันได้เหมือนในอดีต ความผาสุก และความเป็นอยู่ที่ดีก็จะกลับคืนมาสู่ครอบครัว ลูกหลาน และสังคมในอนาคต

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท