
คณาจารย์รัฐศาสตร์จี้รัฐสอบข้อเท็จจริงทุจริตในวงราชการ
คณาจารย์รัฐศาสตร์ให้กำลังใจ “จาดุร” ปลุกข้าราชการเลิกรับใช้นักการเมืองโกง ด้าน “ธรรมศาสตร์” ออกแถลงการณ์เดี่ยว จี้ตรวจสอบข้อเท็จจริง
คณาจารย์รัฐศาสตร์ให้กำลังใจ “จาดุร” ปลุกข้าราชการเลิกรับใช้นักการเมืองโกง ด้าน “ธรรมศาสตร์” ออกแถลงการณ์เดี่ยว จี้ตรวจสอบข้อเท็จจริง
เครือข่ายคณาจารย์ด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ 9 สถาบัน นำโดย นายจรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เดินทางเข้าพบนายจาดุร อภิชาตบุตร หัวหน้าผู้ตรวจกระทรวงมหาดไทย เพื่อมอบดอกไม้ให้กำลังใจสนับสนุนความกล้าหาญที่กล้าออกมาเปิดเผยการทุจริตซื้อขายตำแหน่งในกระทรวงมหาดไทย โดย นายจรัส ได้อ่าน “ประกาศสรรเสริญบทบาทใหม่ของข้าราชการไทยที่ต่อสู้เพื่อธรรมาภิบาลในระบบราชการและคุณธรรมในบ้านเมือง” มีใจความว่า ควรที่คนไทยผู้รักความเป็นธรรมจะได้ออกมาปกป้อง เพื่อส่งเสริมและรักษาคนดี ให้คงอยู่เป็นแก่นแกนในการบริหารบ้านเมืองต่อไป และร่วมต่อสู้ในความเลวร้ายในระบบราชการ 3 ข้อ ดังนี้
1. สังคมข้าราชการไทยนับวันจะตกต่ำลงเรื่อยๆ อันเนื่องมาจากการแข่งขันชิงดีในตำแหน่งหน้าที่และการแสวงหาประโยชน์ส่วนตน จนยอมเสียเกียรติขายศักดิ์ศรี ก้มหัวให้นักการเมืองและพ่อค้า ทำให้ประชาชนเกิดความเอือมระอา มองข้าราชการด้วยความเหยียดหยัน และหมดศรัทธาในราชการไทยทั้งระบบ
2. นักการเมืองจะโกงกินไม่ได้เลย ถ้าข้าราชการเลวๆ ไม่ให้ความร่วมมือ ตั้งแต่การแนะนำช่องทางแก่นักการเมือง ชงเรื่อง ตั้งแท่น และจัดเก็บผลประโยชน์ต่างๆ มาให้ อนึ่งประเทศไทยจะเจริญไปไกลกว่านี้ ถ้าไม่มีเหลือบ แร้ง และตะกวด ที่อาศัยร่างผู้ทรงเกียรติทั้งนักการเมืองและข้าราชการ ปู้ยี่ปู้ยำกระทำความฉิบหายให้ประเทศ
3. นอกจาก “ธนาธิปไตย” จะขยายตัวเข้ามายังระบบราชการอย่างน่ากลัวแล้ว ข้าราชการไทยยังเสพติด “ทุจริตนิยม” อย่างรุนแรง คือมองว่าการทุจริตเป็นเรื่องปกติ คนไม่ทำคือคนโง่และไม่มีอนาคต ข้าราชการไทยจึงจมอยู่ในมิจฉาทิฐิ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เมามัวว่าการทำลายชาติคือวิถีของข้าราชการที่ประสบความสำเร็จ
นายจรัส กล่าวว่า ทางเครือข่ายขอเรียกร้องให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เข้ามาดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง ในฐานะที่นายกฯเป็นประธานสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน เพื่อทำให้เรื่องนี้กระจ่างเพราะหากมีการซื้อขายตำแหน่งจริง ผลกระทบจะตกอยู่กับประชาชน ในส่วนของข้าราชการเอง ควรมีการรวมกลุ่มเหมือนกับกลุ่มแพทย์ชนบท ที่มีพลังคานกับอำนาจฝ่ายการเมืองและทำให้การตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่นมีความเข้มแข็ง
ทั้งนี้ เครือข่ายประกอบด้วย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และคณะรัฐประศาสนศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มหาวิทยาลัยรามคำแหง สถาบันพัฒนบัณฑิตบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หาดใหญ่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปัตตานี สมาคมรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์แห่งภาคใต้ และวิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ด้าน นายจาดุร กล่าวว่า นายมานิต วัฒนเสน ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้ตนเองในเรื่องนี้อีกครั้ง ซึ่งตนเองยืนยันว่า ส่วนตัวไม่ได้พูดว่า “ ในยุคปัจจุบันกระทรวงมหาดไทยตกต่ำสุดขีด มีการซื้อขายตำแหน่งโดยเฉพาะตำแหน่งอธิบดี 300-400 ล้านบาท ตลอดจนมีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง" แต่พูดในลักษณะที่ว่า ขณะนี้คำว่าธรรมมาภิบาลที่ต้องมีคนครบถ้วนเพื่อเข้าไปสู่ตำแหน่ง มีกติกาที่ชัดเจน มีเรื่องคุณสมบัติและอาวุโส รวมถึงการที่กระบวนการต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ ซึ่งหาก คำว่าธรรมาภิบาลในเรื่องการโยกย้ายบุคคลมีความหมายแบบนี้ สามารถพูดได้ว่าคำว่า ธรรมาภิบาลไม่มีอยู่ในกระทรวงมหาดไทยในตอนนี้เลย
“ผมเน้นไปที่ข้าราชการประจำ ซึ่งก็คือตำแหน่งปลัดกระทรวง เพราะเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของข้าราชการประจำ ต้องมีเกราะคุ้มครองข้าราชการ ซึ่งขอแค่มีระบบคุณธรรมเท่านั้นที่จะมาแทนระบบอุปถัมภ์ ข้าราชการต้องเป็นกลางทางการเมือง ทั้งนี้หากย้อนมาที่กระทรวงมหาดไทย ถ้าได้นายอำเภอมาไม่เหมาะสม แล้วก็กลายเป็นคนแสวงหาประโยชน์ เพราะนายอำเภอต้องใช้เงินซื้อตำแหน่งมา แล้วถามว่านายอำเภอจะเอาเงินคืนที่ไหน ” นายจาดุร กล่าว
ขณะที่ คณาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกแถลงการณ์ว่า “ สืบเนื่องจากข่าวการสัมมนา “ธรรมาภิบาลในการแต่งตั้งโยกย้าย ศึกษากรณีกระทรวงมหาดไทย” ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553 ชี้ให้เห็นว่า ระบบราชการไทยกำลังเผชิญปัญหาการซื้อขายตำแหน่งในกระทรวงมหาดไทย จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์และจะฟ้องร้องผู้ให้ความเห็นในขณะนี้ หากเป็นความจริง ก็เป็นปัญหาใหญ่หลวงของประเทศและประชาชน เพราะขัดกับหลักธรรมาภิบาล และส่งผลบั่นทอนทั้งประสิทธิภาพของระบบราชการที่จะตอบสนองความต้องการของผู้คนพลเมืองนั้นเอง ซึ่งจะกระทบความศรัทธาเชื่อถือของสังคมไทยโดยรวม
ทางออกที่สำคัญทางหนึ่ง คือ เปิดพื้นที่ให้แก่ผู้ที่ทำให้สังคมไทยตระหนักว่าเกิดปัญหาขึ้นแล้ว พยายามสร้างกระบวนการในระบบราชการให้เกิดการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องที่เกิดขึ้น และพยายามสร้างระบบบริหารราชการบุคคลโดยยึดหลักคุณธรรมและธรรมาภิบาล อันเป็นหนทางเผชิญกับปัญหาดังกล่าว อย่างมีสติและเหตุผล ซึ่งน่าจะมีส่วนสร้างความเข้มแข็งให้กับกระทรวงมหาดไทย ระบบราชการและสังคมไทยโดยรวมได้อย่างมั่นคง







