
ภารกิจฝ่า'ฝูงเหลือบ' สูบงบน้า3แสนล้าน
“เราต้องการให้เขาเป็นองค์กรที่ยืนยันว่ารัฐบาลไทยทำงานซื่อตรงโปร่งใสเป็น พวกคอร์รัปชันเก่งๆ คงตายไปหมดแล้วมั้ง...”
โดย...จตุพล สันตะกิจ
“เราต้องการให้เขาเป็นองค์กรที่ยืนยันว่ารัฐบาลไทยทำงานซื่อตรงโปร่งใสเป็น พวกคอร์รัปชันเก่งๆ คงตายไปหมดแล้วมั้ง...”
คำต่อคำของ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ที่ระบุภายหลังคณะผู้บริหารธนาคารโลกเข้าพบ เพื่อขอคำยืนยันว่าไทยจะกู้เงิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากธนาคารโลกหรือไม่ เพื่อนำมาลงทุนโครงการต่างๆ ของไทยรวมถึงโครงการลงทุนระบบน้ำ เป็นท่าทีที่ตอกย้ำทัศนคติของกิตติรัตน์ที่ไม่ต้องการเห็นโครงการของรัฐบาลมีการทุจริตคอร์รัปชันแม้แต่ “สตางค์แดงเดียว” ในช่วงที่เขากุมบังเหียนนาวาเศรษฐกิจของ ครม.ยิ่งลักษณ์
แต่ “มิสเตอร์คลีน” ไม่อาจปฏิเสธความจริงได้คือ เขาไม่สามารถเข้าไปควบคุมดูแลการทุจริตภายในคณะรัฐบาลให้ขาวสะอาดหมดจดได้
กรณีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเม็ดที่ กิตติรัตน์ เป็นแม่งานใหญ่
แต่งานส่วนใหญ่กลับอยู่ในมือ ภูมิ สาระผล รมช.พาณิชย์ สายตรงคนใกล้ตัวนายกรัฐมนตรี ทั้งการตรวจสอบโครงการรับจำนำ การเก็บสต๊อกข้าว และการระบายข้าวในสต๊อกข้าวรัฐบาล กิตติรัตน์ แทบไม่มีบทบาทในการดูแลโครงการนี้เลย นอกจากออกมา “ตอบโต้” กับบรรดานักวิชาการที่ต่างเพ่งเล็งว่า โครงการนี้มีช่องทางทุจริตมหาศาล
การถอยออกจากตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ มาดำรงตำแหน่งเป็นรองนายกฯ ควบ รมว.คลัง เป็นย่างก้าวทางการเมืองที่เรียกได้ว่า กิตติรัตน์ พอใจอย่างยิ่ง แต่คงไม่อาจหลีกหนีความรับผิดชอบทางการเมืองได้ และหน้าที่ “รับหน้าเสื่อ” อยู่เสมอ แม้หลายครั้งกิตติรัตน์จะรู้สึกหงุดหงิดที่ถูกถามจี้ใจเรื่อง “ข้าว”
เช่นกันวันนี้งานใหญ่ของ กิตติรัตน์ คือ การใช้เงินกู้จาก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท โดยเฉพาะวงเงิน 3 แสนล้านบาท ที่ถูกทุ่มเพื่อสร้างระบบบริหารจัดการน้ำในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาระยะเวลาลงทุน 1-3 ปี
โดยเงินก้อนแรก 3 หมื่นล้านบาท จะกู้มาลงทุนระบบป้องกันน้ำท่วมระยะยาว และเงินกู้อีก 6 หมื่นล้านบาท เป็นการลงทุนจัดการพื้นที่รับน้ำนองหรือแก้มลิง
สรุปเบ็ดเสร็จเป็นวงเงินลงทุนระบบน้ำล็อตแรกกว่า 9 หมื่นล้านบาท
ขณะที่กรอบงบประมาณรายจ่ายปี 2556 รัฐบาลได้กันวงเงินงบประมาณ 1.16 หมื่นล้านบาท เพื่อเป็นค่าดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการกู้เงิน
หากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้รัฐบาลกู้ลงทุนระบบน้ำอยู่ที่อัตรา 3.88% ต่อปี เมื่อคำนวณกลับมาเป็นตัวเลขวงเงินกู้ก็จะได้ทั้งสิ้น 3 แสนล้านบาทพอดี นั่นหมายความว่ารัฐบาลมีเพดานที่กู้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ ได้เต็มจำนวนวงเงินที่ใช้ลงทุนระบบน้ำระยะยาวในระหว่างปีงบประมาณ 2555-2556
“ตอนนี้แผนงานและโครงการลงทุนน้ำระยะยาวมีความชัดเจนทุกพื้นที่แล้ว แต่สาเหตุที่ไม่เปิดเผยให้สาธารณชนทราบ เพราะเขากำลังจัดสรรกันอยู่ว่าใครจะได้โครงการไหน” แหล่งข่าวจาก กยน. เปิดเผย
ไม่เพียงเท่านั้น พรรคประชาธิปัตย์สนใจติดตามเรื่องนี้เช่นกัน โดยมีความพยายามติดต่อกับกรรมการ กยน.บางท่าน เพื่อขอข้อมูลโครงการลงทุนระบบน้ำระยะยาว
มีความพยายามเชื่อมโยงประเด็นกรณีที่ เศรษฐา ทวีสิน นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และนักธุรกิจกลุ่มหนึ่งเข้าพบ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และกิตติรัตน์ ที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ ว่ามีนักธุรกิจเข้าพบผู้นำรัฐบาล “อินไซเดอร์” ข้อมูลการกำหนดพื้นที่ทางน้ำหลาก หรือฟลัดเวย์ พื้นที่รับน้ำและแก้มลิง
แม้ภายหลัง ยิ่งลักษณ์ และกิตติรัตน์ จะออกมาปฏิเสธอย่างแข็งขันว่า เป็นการหารือเกี่ยวกับนโยบายและรับฟังความคิดเห็นจากเอกชน
ในช่วงเวลาเดียวกันมีเสียงร่ำลือจากบรรดานักธุรกิจก่อสร้างว่า นักการเมืองใหญ่รายหนึ่งและมีความเกี่ยวข้องกับ “เจ๊” ผู้มีบารมีกว้างขวางในพรรคเพื่อไทย “ตั้งโต๊ะ” ขายโครงการลงทุนระบบน้ำให้กับนักธุรกิจแถบภาคอีสาน หากใครต้องการได้โครงการใด ต้องมีการจ่าย “ส่วนต่าง” กันล่วงหน้า
หรือเสี่ยใหญ่คนใกล้ชิด “นายหญิง” ที่กิตติรัตน์เคารพและยำเกรงอย่างยิ่ง เป็นหนึ่งในบุคคลที่นักธุรกิจ “วิ่ง” เข้าหา หวังชิงเค้กโครงการลงทุนระบบน้ำเช่นกัน เพราะรู้ว่าผลตอบแทนที่ได้คุ้มกับค่าวิ่งเต้น
เช่นเดียวกับโครงการลงทุนระบบจัดการน้ำในพื้นที่แม่น้ำท่าจีนจดอ่าวไทย ถูก “จับจอง” โดยนักการเมืองผู้มากบารมี เช่น การขุดคลองลัดแม่น้ำท่าจีน เพื่อให้น้ำไหลลงทะเลเร็วขึ้น การสร้างคันกั้นน้ำริมแม่น้ำ และการขุดลอกแม่น้ำลำคลองสายต่างๆ ขณะที่การสร้างฟลัดเวย์เส้นแม่น้ำท่าจีนลงอ่าวไทยเป็นที่โจษขานในวง กยน.ว่าเป็นรายการ “คุณขอมา”
กลิ่นทุจริต “ตั้งเค้า” ตั้งแต่ยังไม่เริ่มโครงการ
เป็นที่ทราบกันเป็นอย่างดีว่าโครงการลงทุนระบบน้ำมีจุดอ่อน เปิดช่องให้มีการทุจริตได้ทุกทาง
เช่น กรณีปลูกป่าต้นน้ำที่มีวงเงินลงทุน 1 หมื่นล้านบาท หากใช้วิธีการ “จัดซื้อจัดจ้าง” กล้าไม้แล้วจ้างคนไปปลูก อัตราความเสี่ยงต่อการรั่วไหลมีสูงมาก โดยเฉพาะนโยบายรัฐบาลที่ตั้งเป้าปลูกป่า 3.3 แสนไร่ ใน 3 เดือนข้างหน้า ซึ่งเป็นช่วงหน้าแล้ง
ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานคณะอนุกรรมการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ กยน.ผู้ซึ่งมีประสบการณ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำที่ “ดอยตุง” ไม่น้อยกว่า 20 ปี ระบุชัดว่า แนวทางการปลูกป่าเช่นนี้ไม่คุ้มค่า ไม่ยั่งยืน เพราะการให้คนไปปลูกป่า แต่คนไม่สามารถอยู่กับป่าได้ ป่าที่ปลูกไว้ก็ถูกทำลาย โดยลงทุนแค่ “ไม้ขีดก้านเดียว”
“หากให้ผมเป็นผู้พิจารณาโครงการลงทุนระบบน้ำคงใช้เงินไม่ถึง “ครึ่ง” ของเงินลงทุน 3 แสนล้านบาทแน่นอน” ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าวอย่างมั่นใจ
ขณะที่กรณีกำหนดพื้นที่อ่างเก็บน้ำของแต่ละลุ่มน้ำ เพื่อตัดยอดน้ำหลากเก็บน้ำในฤดูแล้งที่เตรียมวงเงินไว้ 5 หมื่นล้านบาท การกำหนดพื้นที่ก่อสร้างทางน้ำหลาก ผันน้ำหลาก และบูรณาการด้านขนส่ง 1.2 แสนล้านบาท
การกำหนดผังการใช้ที่ดินที่สัมพันธ์กับผังน้ำ จัดทำพื้นที่ปิดล้อมเศรษฐกิจหลัก 5 หมื่นล้านบาท และการกำหนดพื้นที่ก่อสร้าง ปรังปรุงพื้นที่แก้มลิง เพื่อรองรับน้ำหลาก เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร 6 หมื่นล้านบาท
สมควรต้องมีข้อสงสัยหรือไม่ว่า เป็นการตั้งวงเงินลงทุนสูงเกินความเป็นจริงหรือไม่ คุ้มค่าหรือไม่
สมควรต้องมีข้อสงสัยอย่างยิ่งว่า แต่ละปีส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับระบบน้ำและชลประทานได้รับการจัดสรรงบปกติปีละหลายหมื่นล้านบาท แต่คูน้ำและลำคลองยังอยู่ในสถานะ “ตื้นเขิน” มีตะกอนทับถมก้นเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ เป็นสาเหตุให้ระบบจัดการน้ำที่มีอยู่ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ นำมาซึ่งเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554
เรียกได้ว่าเป็นงานที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับ กิตติรัตน์ ในการฝ่าด่านเหล่า “ฝูงเหลือบ” ที่จ้องแสวงหาผลประโยชน์จากโครงการลงทุนระบบน้ำได้
เช่นกันคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “เหลือบ” บางประเภท ไม่อยู่ในวิสัยที่ กิตติรัตน์ “จัดการ” ได้ เพียงแต่ทำอย่างไรให้การแสวงหาผลประโยชน์เหล่านั้นไม่ทำประเจิดประเจ้อเกินไปก็เท่านั้น
วันวานเคยได้ยินชื่อ “มิสเตอร์ 20%” แต่ครานี้อาจได้เห็น “มิสเตอร์ 50%” ก็เป็นได้







