
สถานการณ์พม่าเปลี่ยนแปลง แต่ชายแดนยังไม่สงบ
แม้แรงกดดันทางการเมืองในประเทศพม่าจะคลี่คลาย การเปิดกว้างทางการเมืองตลอดจนการสร้างความปรองดอง
โดย...ทีมข่าวภูมิภาค
แม้แรงกดดันทางการเมืองในประเทศพม่าจะคลี่คลาย การเปิดกว้างทางการเมืองตลอดจนการสร้างความปรองดองในชาติด้วยการทำสัญญาหยุดยิงกับกองกำลังชาติพันธุ์ต่างๆ แต่ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาพชาวกะเหรี่ยงหอบลูกจูงหลาน ขนข้าวของหนีภัยการสู้รบข้ามลำน้ำเมยเข้ามายังประเทศไทย ที่เห็นกันชินตามากว่า 50 ปี ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงไป
เช้าตรู่วันอังคารที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมา กองกำลังพิทักษ์ชายแดน หรือบีจีเอฟ กองพัน 101 ที่มี พ.ต.ซอหน่าย เป็นผู้บังคับบัญชาพร้อมทหารพม่า ได้เข้าปลดอาวุธกองกำลังทหารกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย หรือดีเคบีเอ กองพัน 908 ในฐานที่มั่นวัดเมียงยีงู ห่างจากชายแดนไทย ด้านอ.ท่าสองยาง จ.ตาก ประมาณ 100 กิโลเมตร เกิดการปะทะกันอย่างหนักตลอดทั้งวัน แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะเด็ดขาดได้ ทั้งสองฝ่ายวางกำลังประจันหน้าและปะทะกันมาตลอดสัปดาห์
ผลที่ตามมาคือ ประชาชนชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่อพยพหนีภัยสงครามจากฝั่งพม่าข้ามแม่น้ำเมยเข้ามายังชายแดนไทย ที่บริเวณบ้านแม่ตะวอ ต.ท่าสองยาง อ.ท่าสองยาง เป็นจำนวนมาก
แต่ที่น่าวิตกกว่านั้น คือ พล.ต.นะคะมวยผู้บัญชาการดีเคบีเอ ได้ประกาศยกเลิกสัญญาหยุดยิงกับรัฐบาลพม่า ซึ่งเพิ่งลงนามกันไปเมื่อไม่นานมานี้ พร้อมทั้งสั่งการให้ทหารในสังกัดเตรียมพร้อมต่อสู้
ความตึงเครียดที่เกิดขึ้น ทำให้สถานการณ์ชายแดนตะวันตกด้าน จ.ตาก ซึ่งสงบมานาน และทุกฝ่ายกำลังเดินหน้าเพื่อพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนตะวันตก ต้องวิตกกับปัญหาดังกล่าว เนื่องจากทางการพม่าได้ปิดเส้นทางทุกสายที่จะเข้าไปในพื้นที่สู้รบ ทำให้มีผลกระทบกับพ่อค้าไทยและพม่าที่มีการค้าขายระหว่างกัน ทั้งวัวควาย พืชผลการเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งการหยุดเดินเรือในแม่น้ำเมย ผลนั้นทำให้การค้าชายแดนของคนท้องถิ่นต้องระงับชั่วคราวเพราะยังไม่ปลอดภัย
ปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า แม้พม่าจะเปิดกว้างทางการเมือง แต่สำหรับสถานการณ์ชายแดนนั้น อาจอยู่เหนือการควบคุม เพราะกว่า 50 ปีของความขัดแย้งตามแนวชายแดน ทำให้เกิดกลุ่มอิทธิพลและกลุ่มผลประโยชน์มากมายหลายกลุ่ม ยิ่งในภาวะที่ชายแดน จ.ตาก กำลังจะก้าวสู่ความเป็นเขตเศรษฐกิจประตูการค้าก็ย่อมเป็นที่คาดหวังของกลุ่มต่างๆ ที่จะรักษาอิทธิพลและผลประโยชน์ต่างๆ เหล่านี้ไว้
ดังนั้น การพยายามเข้ายึดครองพื้นที่และปลดอาวุธของดีเคบีเอ ซึ่งครองพื้นที่และควบคุมผลประโยชน์มานาน จึงมิใช่เรื่องที่จะยอมกันง่ายๆ
ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างพม่าและดีเคบีเอ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยร่วมเป็นพันธมิตรกันมาก่อน กลับเป็นโอกาสให้กลุ่มสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือเคเอ็นยู ซึ่งสูญเสียอิทธิพลไปร่วม 20 ปี ใช้เป็นช่องทางกลับเข้ามาอีกครั้ง เพราะคล้อยหลังจากการปะทะกับทหารฝ่ายกองกำลังพิทักษ์ชายแดนของพม่า หรือบีจีเอฟ และดีเคบีเอ เพียงวันเดียว ฝ่ายเคเอ็นยูก็เปิดฐานที่มั่นด้านตรงข้าม อ.ท่าสองยาง แถลงข่าวเดินหน้าเจรจาสันติภาพกับรัฐบาลพม่า ต่อสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ
ซีโพลา เส่ง เลขาธิการเคเอ็นยู เปิดเผยว่า จะเดินทางไปเจรจากับฝ่ายพม่าอีกครั้งหนึ่งที่เมืองเนย์ปิดอว์ หรือย่างกุ้ง ในต้นเดือน มี.ค.นี้ โดยจะย้ำเรื่องการหยุดยิงให้ชัดเจน รวมทั้งการวางกำลังทหารในแต่ละพื้นที่ ส่วนการให้ชนกลุ่มน้อยปกครองแบบสหพันธรัฐ จะต้องคุยกันในอนาคต แต่ไม่ใช่ขณะนี้
ขณะที่ พล.ต.หน่าดา เมี๊ยะ ผู้บัญชาการกองพลใหญ่และผู้ช่วยรมว.ต่างประเทศเคเอ็นยู ก็ยอมรับว่า พล.อ.เต็งเส่ง ประธานาธิบดีพม่า เป็นผู้นำที่ดีกว่ายุคก่อนๆ มีการยอมรับการเป็นประชาธิปไตยและความคิดเห็นจากทุกฝ่าย เชื่อว่าจะนำพม่าไปสู่การเปิดประเทศมากขึ้น และเคเอ็นยูพร้อมที่จะร่วมเจรจากับรัฐบาล เพียงแต่จะต้องจับอาวุธต่อไป เพื่อคุ้มครองพื้นที่เหมือนเดิม
อาจมองได้ว่า เคเอ็นยูพยายามจะรักษาแนวทางการเจรจาตามที่ได้ประกาศมาตลอดว่า สันติภาพและความปรองดองในพม่าจะเกิดขึ้นได้ด้วยการเจรจา ขณะเดียวกันก็ประกาศจุดยืนให้รัฐบาลพม่าเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องคงกองกำลังติดอาวุธเอาไว้เพื่อคุ้มครองตนเอง ซึ่งที่ผ่านมาแม้เคเอ็นยูซึ่งเป็นกะเหรี่ยงคริสต์ และดีเคบีเอซึ่งเป็นกะเหรี่ยงพุทธจะมีความบาดหมางกันมาก่อน แต่ปัญหาภายในของดีเคบีเอ ซึ่งแตกแยกกันจากการเข้าร่วมเป็นบีจีเอฟ ก็ทำให้ดีเคบีเอ กลุ่ม พล.ต.นะคะมวย กลับมาพึ่งพิงเคเอ็นยู
ดังนั้น หากการที่ พล.ต.นะคะมวย ประกาศฉีกสัญญาหยุดยิงก็มีความเป็นไปได้ว่า เคเอ็นยูในฐานะที่มีความพร้อมทั้งด้านกำลังพลและอาวุธที่มากกว่า จะเข้ามาให้ความช่วยเหลือกลุ่ม พล.ต.นะคะมวย ซึ่งอาจทำให้ความพยายามควบคุมชายแดนของพม่าเผชิญปัญหามากขึ้น ซึ่งทำให้ พล.อ.มิอ่องหล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดพม่า ได้สั่งการให้กองทัพภาคตะวันออกเฉียงใต้ เพิ่มกำลังทหารเข้าควบคุมพื้นที่และสถานการณ์
แม้ฝ่ายพม่าจะอ้างว่าสถานการณ์สู้จะกระทบต่อแผนโรดแมปการปรองดองของชาติ และการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับกองกำลังชนกลุ่มน้อยที่กำลังดำเนินอยู่กับหลายชนกลุ่ม แต่ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยากว่า แท้จริงแล้วภายใต้ข้ออ้างเรื่องความสงบสุข ทุกฝ่ายกำลังจ้องมองพื้นที่ชายแดนแห่งนี้ตาเป็นมัน จากผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจการค้ามหาศาลในปัจจุบัน และจะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต
บางทีบนโต๊ะเจรจาสันติภาพอาจเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยน ประสาน และจัดสรรผลประโยชน์ให้กับทุกกลุ่ม เพราะบทเรียนสงครามที่ผ่านมาร่วม 50 ปี พิสูจน์แล้วว่าความขัดแย้งและความรุนแรง ไม่อาจทำให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงและเต็มเม็ดเต็มหน่วย
เพราะการพัฒนากองทัพเงินทุนมหาศาลที่เตรียมจะเข้าสู่พื้นที่ชายแดนแห่งนี้นั้นมหาศาลยิ่งนัก เกินกว่ากองทัพรัฐบาล หรือกองกำลังกลุ่มใดๆ จะต้านทานได้ไหว







