
เสียงข้างมาก...ทำทุกอย่างไม่ได้
ผมว่าใครจะเอื้ออย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกครับเพราะมันจะสะท้อนให้เห็นว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ในแต่ละขั้นตอน
โดย...ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม / ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้เริ่มต้นนับหนึ่งอย่างเป็นทางการ เมื่อรัฐสภาลงมติเห็นชอบให้ตั้งกรรมาธิการแก้ไขมาตรา 291 ซึ่งนั่นหมายความว่า รัฐสภาในยุครัฐบาลเพื่อไทยนี้กำลังไขกุญแจสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ หลังจากออกแรงต่อต้านรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ใช้ในปัจจุบันมาเกือบ 5 ปี
แต่หลายฝ่ายกังวลว่า การทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครั้งนี้ ซึ่งจะเป็นฉบับที่ 19 ของประเทศ เฉลี่ยใช้ฉบับละแค่ 4 ปี นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองมา80 ปี จะเป็นชนวนความขัดแย้งครั้งใหญ่ เมื่อฝ่ายคัดค้านอ่านเกมว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญมีวาระซ่อนเร้นเพื่อปูทางนิรโทษกรรมล้างผิดให้พ.ต.ท.ทักษิณชินวัตร เจ้าของพรรคเพื่อไทยได้เดินทางกลับไทย
การรื้อโครงสร้างกติกา สถาบันการเมือง ครั้งใหญ่นี้ ดูจะกลายเป็นว่า "ผู้ชนะคือผู้กำหนดเกม"กระทั่งคำพูดมากมายว่า "ทุกอย่างอยู่ที่เสียงข้างมาก" "ทีใครทีมัน"
ท่ามกลางบรรยากาศความขัดแย้งและหวาดระแวง องค์กรอิสระหนึ่งชื่อ"ผู้ตรวจการแผ่นดิน"ได้แต่งตั้ง "คณะที่ปรึกษา" กูรูด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ จำนวน 10 คน ขึ้นมาถ่วงดุล คอยชี้แนะการทำรัฐธรรมนูญครั้งนี้จนกลายเป็นข่าวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ประกอบด้วย นรนิติ เศรษฐบุตรอดีต ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ศุภชัย ยาวะประภาษ คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จรัส สุวรรณมาลา อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์
รายชื่อที่ออกมาทำให้พรรคเพื่อไทยและแกนนำเสื้อแดงรีบออกมาตีปลาหน้าไซตั้งแต่ยังไม่เริ่มงานว่า คนเหล่านี้อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับประชาธิปไตย??
"ประวิช รัตนเพียร"ผู้ตรวจการแผ่นดิน ต้นเรื่องความคิดดังกล่าวเล่าที่มาว่า ผู้ตรวจฯ ไม่ได้ตั้งใครตามอำเภอใจ แต่รัฐธรรมนูญ มาตรา 244 บังคับให้ผู้ตรวจฯ ต้องทำหน้าที่ติดตามว่า รัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่มีปัญหาหรืออุปสรรคอะไร และให้ผู้ตรวจฯเสนอความเห็นว่า มีประเด็นใดในรัฐธรรมนูญที่จำเป็นต้องแก้ไขบ้าง ขณะเดียวกันผู้ตรวจฯ ก็มีสำนักรัฐธรรมนูญ มีงานวิจัยเรื่องรัฐธรรมนูญจากหลายสถาบัน และเมื่อจะแก้รัฐธรรมนูญรอบนี้มีประเด็นที่นำเสนอจากฝ่ายการเมืองมากมาย จึงได้หารือกับผู้ตรวจฯ อีก 2 ท่าน คือ ศรีราชา เจริญพานิช และ ผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ข้อสรุปว่า ให้มีคณะที่ปรึกษา1 คณะ จึงหยิบชื่อนักวิชาการผู้รู้รัฐธรรมนูญมาเรียงดูว่าควรเป็นใคร โดยยึดหลักการว่าต้องมีความรู้ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 และฉบับ 2550 เพราะผู้ตรวจฯ ต้องการรู้หลักการในการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับ
"ตอนแรกก็เรียงชื่อเยอะถึงขั้นมีชื่อท่านอุทัยพิมพ์ใจชน ท่านอานันท์ ปันยารชุน เพราะท่านเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ 2540 หลักการเราอีกเรื่องคือ ไม่อยากให้วงใหญ่เกินไป เพราะจะมีปัญหาในการเชิญประชุม และก็เน้นศาสตราจารย์ที่เป็นผู้รู้จริงๆ มีความต่อเนื่องในการศึกษารัฐธรรมนูญอยู่เช่น ปริญญา เทวานฤมิตรกุล กิตติศักดิ์ ปรกติ2 ท่านก็เลยเข้าองค์ประกอบนี้"
"ผมเป็นคนโทร.ชวน ก็เล่าให้แต่ละท่านฟังแบบนี้หมด ใช้เวลาคุยกับท่านยาว ทุกท่านไม่มีข้อกังวล เพราะผมอธิบายให้ฟังชัดเจนว่า ไม่ได้ชวนมาร่างรัฐธรรมนูญนะครับ แต่ชวนมาช่วยบอกสังคมว่า ถ้าหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาข้อดี ข้อเสีย ทางออกคืออะไร สังคมจะได้พิจารณาบนพื้นฐาน เพราะพวกท่านมีประสบการณ์มาแล้ว ผมพูดปั๊บท่านอาจารย์ก็เข้าใจ ผู้ตรวจ ประวิช พูดอย่างนี้ โอเค"
ถามไปว่า ชื่ออานันท์ทำไมถึงตกไป ประวิชตอบ ได้เรียนถามตัวแทนท่าน ท่านอาจไม่ค่อยสะดวก แต่ชื่อแรกๆที่เรานึกถึงคือ อาจารย์นรนิติเศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ส่วนอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ถือว่าใกล้ชิดกันเพราะสถาบันพระปกเกล้าตั้งอยู่ในศูนย์ประชุมอาคารเดียวกับผู้ตรวจฯ
ข้อครหาที่แกนนำเสื้อแดงออกมาโจมตีว่า ที่ตั้งมาส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ไม่รักประชาธิปไตย เพราะเกี่ยวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ในช่วงปฏิวัติ ประวิช แย้ง "เขาก็พูดได้หมด แต่รัฐธรรมนูญบอกให้ผู้ตรวจการแผ่นดินมีข้อเสนออย่างนี้ผู้ตรวจฯ ก็ต้องหาคนที่กระชับที่สุดและมีความรู้จริงและอาจารย์เหล่านี้ก็ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองฉะนั้นผลที่ออกมาจะเป็นตัวพิสูจน์ว่า อาจารย์ทุกท่านทำหน้าที่ของท่านเพราะกรอบเราชัดเจน เราไม่ได้ชวนท่านมายกร่าง"
การประชุมนัดแรกของคณะกรรมการจะเริ่มวันที่ 29 ก.พ. เวลา 10.00 น.โดยสำนักผู้ตรวจฯ ได้เตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ กระทั่งเลขาที่เป็นนักกฎหมายในสำนักงานให้กับกรรมการแบบ 1 ต่อ 1 ส่วนคณะกรรมการจะทำงานนานแค่ไหน เคียงคู่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ไปจนยกร่างเสร็จหรือไม่
ประวิช บอก อยู่ที่คณะกรรมการจะหารือกัน แต่ถ้าฟังจากน้ำเสียงที่ว่า "อยากขอท่านวิเคราะห์ความจำเป็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญจนเสร็จ"ก็มีแนวโน้มอยู่ยาวแน่ ผู้ตรวจฯ ประวิช ตั้งคำถามต่อการเขียนรัฐธรรมนูญทั้งฉบับครั้งนี้ว่า แม้ฝ่ายการเมืองได้หาเสียงไว้ แต่ประเด็นขณะนี้คือ ไม่รู้จะแก้เรื่องใดบ้างและอะไรเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนซึ่งเขาเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงมากที่สุด ไม่ใช่เอาตาม
กระแสที่ว่า เอารัฐธรรมนูญ 2550 คืนไป เอารัฐธรรมนูญ 2540 คืนมา มิเช่นนั้นสุดท้ายก็จะกลายเป็นว่า "ทีใครทีมัน ฉันชนะ ฉันได้รัฐธรรมนูญนี้ ถ้าเธอแพ้เดี๋ยวเธอไปร่างใหม่"อย่างนี้ก็แก้ปัญหาไม่ได้ การจัดทำรัฐธรรมนูญขึ้นอยู่กับอารมณ์ไม่ได้ เพราะมันเป็นกติกาใหญ่ที่ทุกฝ่ายต้องอยู่ร่วมกัน
สิ่งที่ ประวิช คาดหวังให้มีการนำเสนอ เช่น ประเด็นการศึกษา แม้จะกำหนดในรัฐธรรมนูญให้เรียนฟรี 12 ปี แต่เงื่อนไขที่กำหนดไว้ในปัจจุบันก็ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญผู้ปกครองยังต้องควักเงินมาจ่าย อีกเรื่องคือไม่ควรเขียนรัฐธรรมนูญให้ยาวเกินไป ควรเขียนรายละเอียดไว้ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญแทน
เป็นห่วงการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะสร้างชนวนความวุ่นวายไหม?"ความจริงถ้าไม่ต้องมี ส.ส.ร.ขึ้นมาล้างหรือพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ มันก็ทำได้ เพราะสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ครั้งที่แล้วก็มาแก้ 2-3 ประเด็น แต่เมื่อทิศทางของซีกการเมืองต้องการแก้เขาก็ต้องหาคนเข้ามาทำทั้งหมด และถ้าสมมติว่าผ่านความเห็นชอบจากซีกการเมืองด้วยเสียงข้างมากก็ต้องว่าไป ถ้าแก้ไปแล้วมันตอบสังคมได้ว่า แก้เพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่อย่างไร แต่ถ้าไม่อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง หรือไม่มีความเป็นกลาง มันก็ไม่ง่ายนักที่จะผ่าน"
"วันนี้สังคมตื่นตัวทุกหย่อมหญ้าสภาวิชาชีพต่างๆ ซีกการเมือง หอการค้า ประชาสังคม เฝ้าดูอยู่ ผมว่าใครจะเอื้ออย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกครับเพราะมันจะสะท้อนให้เห็นว่า คุณกำลังทำอะไรอยู่ในแต่ละขั้นตอน คำถามคือ เขามีความชอบธรรมในการหยิบประเด็นอะไรขึ้นมาขณะที่สายตาทุกคู่จ้องดูอยู่นี่ต่างหาก คือสิ่งที่ผมคิดว่า ถ้ามีเหตุมีผล สังคมก็อาจจะรับได้แต่ถ้าไม่มีเหตุมีผล ผมก็เชื่อว่ามันไปไม่ได้"
ในฐานะอดีตนักการเมืองคร่ำหวอดหลายสิบปี ประวิชมองว่า ทิศทางการตั้ง ส.ส.ร.น่าจะถูกครอบงำได้อย่างที่วิจารณ์กัน แต่ยังเชื่อว่าถ้าทุกฝ่ายยืนมองคอยตรวจสอบ
การจะลากไปก็คงไม่ง่าย และไม่เชื่อว่าส.ส.ร.จะคิดทำอะไรได้ตามใจชอบ ถ้าการจัดทำรัฐธรรมนูญไม่เป็นไปตามพื้นฐานที่ประชาชนต้องการ
แต่ใครมีเสียงข้างมาก ย่อมผ่านได้..."ตรงนี้ต้องระมัดระวัง มันอ่อนไหวมาก เราก็พิสูจน์กันมา ในประวัติศาสตร์ก็เห็นกันอยู่ ไอ้เสียงข้างมาก (หัวเราะ) มันไม่ได้ประสบความสำเร็จทุกอย่างที่ต้องการนะครับ ยังไงก็ต้องฟังเสียงอื่นๆด้วย"
วิเคราะห์กันว่า หลังจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จ ฝ่ายเสียงข้างมากจะกำหนดเกมเปิดทางนิรโทษกรรมและ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ต้องโทษคดีอาญาให้ได้รับประโยชน์ ประวิช สงวนท่าทีเล็กน้อยก่อนตอบ
"เรื่องนี้คนพูดตรงไหนก็มีคนฟังตลอดไม่ใช่คิดง่ายๆ แล้วมาทำนะ แล้วถ้าเป็นอย่างว่า การเขียนรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เป็นไปเพื่อเจตนารมณ์ของประเทศว่า เราจะอยู่กันอย่างไร มันไม่ง่ายหรอกครับถ้าอยู่บนพื้นฐานที่ชี้แจงสังคมได้ก็ไม่เป็นไร" ประวิช ทิ้งท้าย
"วันนี้สังคมตื่นตัวทุกหย่อมหญ้าสภาวิชาชีพต่างๆ ซีกการเมืองหอการค้า ประชาสังคม เฝ้าดูอยู่ ผมว่าใครจะเอื้ออย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกครับเพราะมันจะสะท้อนให้เห็นว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ในแต่ละขั้นตอน คำถามคือ เขามีความชอบธรรมในการหยิบประเด็นอะไรขึ้นมา ขณะที่สายตาทุกคู่จ้องดู
ถ้าให้ไป...ก็พร้อมไป
ชื่อ"ประวิช รัตนเพียร" แม้จะเป็นที่คุ้นชินในแวดวงการเมือง เพราะอยู่ในถนนสายนี้ร่วม20 ปี โดยเริ่มเป็น สส.กทม. ครั้งแรกและขึ้น
สูงสุดเป็น รมช.พาณิชย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในรัฐบาลทักษิณ ก่อนจะถูกปฏิวัติสายฟ้าแลบ จากนั้นจึงเบนเข็มมาสมัครเป็น"ผู้ตรวจการแผ่นดิน"ทำหน้าที่ช่วยเหลือประชาชน ซึ่งก็ไม่ง่าย เพราะต้องลงสมัครถึง 2 ครั้งเพื่อให้วุฒิสภาเลือกถึงจะสำเร็จ
ประวิช เล่าถึงถนนสู่ผู้ตรวจฯ ว่า ภายหลังพ้นจากตำแหน่ง รมว.วิทยาศาสตร์ฯ เมื่อปี2549 ตัดสินใจทันทีว่าจะเลิกทำงานด้านการเมืองเพราะคิดว่าส่วนตัวพอแล้วกับงานด้านนี้ เป็นมาแล้วทุกตำแหน่ง เช่น สส. รัฐมนตรี ผู้แทนการค้าไทย กรรมการสหภาพรัฐสภาโลกประกอบกับคุณสมบัติของผู้ตรวจฯ กำหนดว่าต้องเว้นวรรคจากการเมืองอย่างน้อย3 ปี จึงเลิกการเมืองนับจากนั้นมาเพื่อเตรียมตัวลงสมัครผู้ตรวจฯ จนได้รับเลือกเมื่อปี2554
"ชีวิตการเมืองของผมเริ่มตั้งแต่ปี 2529 กับพรรคประชากรไทย เป็น สส.กทม.ครั้งแรกปี 2531 กับท่านสมัคร สุนทรเวช แม้ว่าช่วงไม่ได้เป็น สส. ยังทำหน้าที่ผู้อำนวยการ
พรรคชาติพัฒนาอยู่เบื้องหลังมาตลอดจากนั้นมาเป็น สส.นครราชสีมา กับพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ และท่านสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ผมถอยมาตั้งแต่ 2549 แล้วเลือกตั้ง 2551 ก็ไม่ได้ยุ่ง มีหลายพรรคการเมืองมาชวน แต่ผมใจแข็งปฏิเสธไป ไม่เอาดีกว่า"
ถามถึงความเปลี่ยนแปลงในชีวิตหลังจากมาเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน ประวิช ตอบเสียงดังฟังชัดว่า "เปลี่ยนเยอะมากแม้กระทั่งวิธีคิด เพราะตอนการทำงานการเมืองก็ว่าแต่เรื่องนโยบายช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ต้องถูกใจประชาชน ถูกต้องตามกฎหมาย ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ และนำมาลงปฏิบัติให้ประชาชนเรื่องนั้นต้องทำอย่างนั้นเรื่องนั้นต้องทำอย่างนี้ แต่พอมาอยู่ตรงนี้ไม่ใช่ เพราะตอนนี้ยืนตัวให้ตรง มาวันนี้ต้องรอบคอบ มองให้รอบด้าน"
ประวิช มีความตั้งใจและแรงบันดาลใจสูงมากกับการทำหน้าที่ "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" ในวาระ 6 ปีนี้ แต่เมื่อการเมืองเข้าสู่โหมดของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และมีแนวโน้มที่องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นต้องมีผู้ตรวจการแผ่นดินรวมอยู่ด้วย ประวิช ยอมรับว่า "วาระผม 6 ปี แต่ถ้าจะอยู่สั้นกว่านั้นด้วยเจตนารมณ์ของประเทศจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไม่เป็นไร แต่ในขณะที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก็ต้องทำงานให้ดีที่สุด อะไรที่ต้องทำตามกฎหมายก็ต้องทำ"
"ก็แล้วแต่น่ะครับ อันนั้นเป็นเจตนารมณ์ของประเทศจะให้เป็นอย่างไร แต่ต้องเป็นไปด้วยเหตุด้วยผล ไม่ใช่กระแส ไม่ใช่ความรู้สึกแต่ พ.ศ.นี้คนจับตามองเยอะนะว่าใครทำอะไร"
ปิดคำถามด้วยการให้มอง พ.ต.ท.ทักษิณชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะเคยทำงานเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลทักษิณ พอเจอคำถามยิงตรงอย่างนี้ ประวิช ถึงกับหัวเราะออกมาเล็กน้อยก่อนตอบ
"การเมืองผมห่างมานานแล้ว เอาเป็นว่าในช่วงที่ผมอยู่กับท่านทักษิณ ผมได้รับการสนับสนุนให้ทำงานด้านวิทยาศาสตร์ที่ผมรับผิดชอบเป็นอย่างดีในตอนนั้น ผมไม่เคยมีปัญหาอุปสรรคอะไร แต่อย่าให้ตอบลึกเลยเพราะผมทิ้งมานานแล้ว"
"ผมเป็นคนโดนปฏิวัติกลางอากาศครับเมื่อปี2549 เวลานั้นผมไปคิวบากับท่านทักษิณ เพื่อไปลงนามความร่วมมือกับคิวบา พอเสร็จภารกิจนี้ท่านทักษิณไปนิวยอร์ก ผมก็กลับไทย ตอนขึ้นเครื่องบินเป็นรัฐมนตรีแต่พอลงเครื่องบินที่สนามบินดอนเมืองไม่ได้เป็นรัฐมนตรีแล้ว ... แต่วันนี้คิดว่าการปฏิวัติไม่มีอีกแล้วมั้ง เพราะมันราคาแพงมาก" ประวิช มีความเชื่อลึกๆ
"วาระผม 6 ปี แต่ถ้าจะอยู่สั้นกว่านั้นด้วยเจตนารมณ์ของประเทศจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไม่เป็นไรแต่ในขณะที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก็ต้องทำงานให้ดีที่สุด อะไรที่ต้องทำตามกฎหมายก็ต้องทำ"







