
แก้ รธน. สะท้านการเมืองสะเทือนเศรษฐกิจ
ถ้าเปรียบรัฐธรรมนูญเป็นรถยนต์ ตอนนี้ต้องถือว่าเข้าเกียร์ 5 เหยียบคันเร่งสุดแรง รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ถ้าเปรียบรัฐธรรมนูญเป็นรถยนต์ ตอนนี้ต้องถือว่าเข้าเกียร์ 5 เหยียบคันเร่งสุดแรง รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญพร้อมกับอีก 2 ฉบับที่เสนอโดยพรรคเพื่อไทยและพรรคชาติไทยพัฒนา เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา
ความขัดแย้งกำลังปะทุขึ้นมาอีกครั้ง
การอภิปรายตลอดวันที่ 23-24 ก.พ. มีคำถามจากฝ่ายค้าน และ สว. ว่า
“แก้รัฐธรรมนูญเพื่ออะไร”
เพื่อพา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับประเทศไทย
เพื่อควบคุมอำนาจฝ่ายตุลาการ
เพื่อล้างบางองค์การอิสระตามรัฐธรรมนูญ
เพื่อแก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์
รัฐบาลโดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ตอบทุกประเด็นด้วยลีลาดุดันตามสไตล์ สรุปใจความสำคัญได้ว่า รัฐบาลแก้รัฐธรรมนูญเพื่อประชาธิปไตย และจะไม่แตะเนื้อหาในหมวดสถาบัน
ก่อนจะใช้เสียงข้างมากในรัฐสภาผลักดันกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นำมาสู่การตั้งคณะกรรมาธิการ พิจารณาวาระ 2 จำนวน 45 คน
เมื่อผ่านรับหลักการในวาระที่ 1 นับจากนี้ไปการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะกลายเป็นตัวเร่งอุณหภูมิทั้งในและนอกสภาโดยไม่ต้องสงสัย
“ในสภา” ต้องจับตาไปยังความเคลื่อนไหวของ กมธ. ซึ่งจะประชุมร่วมกัน ใช้เวลา 3045 วัน แก้ไขถ้อยคำบางประการ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญ เพราะฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยกับกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จาก 2 ทาง คือ การเลือกตั้ง และสรรหาจากสาขาวิชาชีพโดยให้รัฐสภาคัดเลือก เพราะเปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองแทรกแซงและครอบงำได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม
ถ้าสุดท้าย ส.ส.ร.เป็นคนกันเองของฝ่ายการเมือง ย่อมมีผลให้รัฐบาลเผชิญหน้ากับวิกฤตการเมือง
จากจุดเปราะบางในสภา ย่อมเร่งอุณหภูมิการเมือง “นอกสภา” ให้กลับมาเดือดอย่างไม่ต้องสงสัย
การเคลื่อนไหวนอกสภา “กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” เตรียมเรียกประชุมแนวร่วมทั่วประเทศ วันที่ 10 มี.ค.
แม้พรรคเพื่อไทยจะประเมินว่าคนเสื้อเหลืองหมดพลังไปแล้ว ทว่าประมาทไม่ได้
ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้พลังเงียบนอกสภาถูกปลุกขึ้นมาแบบคาดไม่ถึง คือ การให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับประโยชน์จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือประเด็นละเอียดอ่อนอย่างการแก้ไขโครงสร้างอำนาจฝ่ายตุลาการและเนื้อหาหมวดสถาบันพระมหากษัตริย์
ทั้งหมดจะกลายเป็นการเป่านกหวีดให้สารพัดแนวร่วมออกมาขับไล่รัฐบาลพร้อมกันแบบไม่ต้องนัดหมาย
ความเสี่ยงต่อการปะทุทางการเมืองในไทยกำลังเป็นที่สนใจในสายตานานาชาติ ซึ่งกำลังตั้งคำถามว่า “ไทยยังเป็นประเทศน่าลงทุนหรือไม่”
ล่าสุด วันที่ 24 ก.พ. องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) นำโดยประธาน เซตซึโอะ อิอูจิ ได้นำคณะเข้าพบ ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รมว.อุตสาหกรรม เพื่อแจ้งรายงานผลสำรวจความเชื่อมั่นนักลงทุนญี่ปุ่นในประเทศไทยว่า ไตรมาสแรกปี 2555 ความเชื่อมั่นของนักลงทุนญี่ปุ่นในประเทศไทยสูงขึ้น แต่ปัจจัยทางด้านการเมืองยังเป็นข้อกังวลของนักลงทุนอยู่
นักลงทุนญี่ปุ่นเกือบ 100% ยืนยันว่ายังจะลงทุนในไทยต่อไป มีเพียง 2-5% ที่จะทบทวนว่าจะย้ายการลงทุนหรือไม่
ด้านหนึ่งดูเหมือนนักลงทุนญี่ปุ่นยังให้ความเชื่อมั่นอยู่ แต่เสียงขานรับของนักธุรกิจซามูไร ณ เวลาที่ทำการสำรวจนั้น เกิดบนสถานการณ์การเมืองไทยที่สงบนิ่ง
ถ้าการเมืองเข้าสู่ภาวะวิกฤตเมื่อไหร่ ทุนญี่ปุ่นก็พร้อมโบกมือ “ซาโยนาระไทยแลนด์” ได้เช่นกัน
“มีความเป็นไปได้สูงว่าบริษัทญี่ปุ่นรายใหญ่อื่นๆ อาจไม่ย้ายฐานผลิตไปจากไทย แต่บริษัทญี่ปุ่นเหล่านี้ก็จะลดความเสี่ยงของการลงทุนด้วยการขยายการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างอินโดนีเซียและเวียดนามแทน” ประธานเจโทร กล่าว
ถ้าที่สุดแล้วญี่ปุ่นหันหลังให้กับเศรษฐกิจไทยจริง ย่อมหนีไม่พ้นการเข้าสู่ “ทฤษฎีลูกโซ่” กลุ่มบุคคลที่ต้องเผชิญกับฝันร้ายที่สุด คือ “ผู้ใช้แรงงานสัญชาติไทย” เพราะต้องถูกเลิกจ้างเป็นจำนวนมหาศาล
เมื่อญี่ปุ่นไป ทุนต่างชาติรายอื่นๆ อาจบอกลาประเทศไทยได้เช่นกัน
ถึงเวลานั้นรัฐบาลไทยจะมีมาตรการอะไรมารองรับสภาวะคนตกงานระดับสึนามิได้ขนาดนั้นหรือไม่
ยังไม่นับการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยแบบถดถอยที่จะตามมาเป็นลูกโซ่ในรูปแบบเศรษฐกิจทุนนิยม “โตก็โตกันหมด พังก็พังกันหมด”
เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญท่ามกลางความขัดแย้งของคนในสังคมอย่างรุนแรง ไม่เพียงแต่ส่งผลให้ภาวะทางการเมืองเข้าสู่จุดวิกฤตอีกครั้ง แต่กำลังสะเทือนถึงเศรษฐกิจของประเทศด้วยอย่างมีนัยสำคัญ







