
มท.เล็งเลือก”ลพบุรี”ให้นายกฯตรวจแผนเผชิญเหตุน้ำท่วม
มหาดไทย ประชุมเตรียมแผนเผชิญน้ำท่วม กำชับจังหวัดข้างเคียงหารือปล่อยน้ำ ไม่ให้มีปัญหามวลชน
มหาดไทย ประชุมเตรียมแผนเผชิญน้ำท่วม กำชับจังหวัดข้างเคียงหารือปล่อยน้ำ ไม่ให้มีปัญหามวลชน
ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายฐานิสร์ เทียนทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ประธานการประชุมเพื่อพิจารณาแผนเผชิญเหตุอุทกภัย ร่วมกับ 11 กลุ่มจังหวัด ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ประกอบด้วย ชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ สุพรรณบุรี นครปฐม และสมุทรสาคร รวมทั้งกรุงเทพมหานคร
นายฐานิสร์ เปิดเผยว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาเสนอข้อคิดเห็นต่อร่างแผนเผชิญเหตุอุทกภัยที่แต่ละจังหวัดจัดทำ เพื่อให้สามารถรองรับสถานการณ์อุทกภัยและนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นระบบ ทั้งการเตรียมตัวก่อนเกิดอุทกภัย การปฏิบัติการเมื่อเกิดอุทกภัย และการฟื้นฟูภายหลังอุทกภัยสิ้นสุด ซึ่งมุ่งให้ความสำคัญกับการวางระบบการอพยพผู้ประสบภัย การบริหารจัดการศูนย์พักพิง การสงเคราะห์ ช่วยเหลือ และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประสบภัยทั้งด้านอาหาร น้ำดื่ม การคมนาคม ระบบการแพทย์และสาธารณสุข ควบคู่ไปกับการสื่อสารสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย และการเชื่อมโยงแผนการระบายน้ำและผลักดันน้ำกับจังหวัดใกล้เคียง เพื่อไม่ให้เกิดการรวมตัวของมวลชนกดดันมากดดันอีก
ขณะที่นายพระนาย สุวรรณรัฐ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า แต่ละจังหวัดจะต้องมีแผนการเตรียมความพร้อม และซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการจำลองสถานการณ์ ว่าจะเข้าสู่พื้นที่อุทกภัยอย่างไร ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างไร และจะอพยพประชาชนไปสู่ศูนย์พักพิงด้วยวิธีใด ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปเยี่ยมชมการซ้อมแผนงานของจังหวัดตัวอย่างด้วยตนเอง วันนี้จึงอยากทราบรายละเอียดว่าทุกจังหวัดมีความพร้อมอย่างไรบ้าง ทั้งนี้ อยากให้ทุกจังหวัดประเมินความเสี่ยงขั้นสูงสุด และอย่าประเมินสถานการณ์ภายในจังหวัดของตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่ต้องประสานงานกับจังหวัดข้างเคียงด้วย เพื่อไม่ให้ประสบปัญหาระหว่างมวลชน 2 พื้นที่ อย่างที่เคยเกิดขึ้น โดยอาจเลือกใช้พื้นที่จ.ลพบุรี เป็นพื้นที่ซ้อมแผนเผชิญเหตุ เนื่องจากมีค่ายทหาร และมีกำลังพลสำหรับซ้อมรับมือจำนวนมาก รวมถึงมีประสบการณ์ในการรับมือน้ำท่วมเป็นอย่างดี
ด้านนายทวี นริศศิริกุล รองผวจ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ใช้ยุทธศาสตร์แบ่งพื้นที่พิจารณาเป็นสี่ลุ่มน้ำ คือแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำป่าสักโดยเตรียมความพร้อมผันน้ำเข้าสู่คลองระพีพัฒน์ให้มากขึ้น เพื่อให้แบ่งน้ำจากแม่น้ำป่าสักไปได้ นอกจากนี้ได้เสริมคันกั้นน้ำนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 5 นิคม ให้มีความสูงกว่าระดับน้ำอีก 50 ซม. ส่วนเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยานั้น จะมีการสร้างคันกั้นน้ำโดยรอบ ถ้าเราป้องกันได้ก็จะป้องกันได้หมดเลย ซึ่ง
“การจัดชุดเรื่องการเตือนภัย ที่ผ่านมานี้ชุมชนที่ชาวบ้านน้ำท่วมเป็นประจำ เรามีเคริอข่ายทุกมบ. รู้จักการวิเคราะห์น้ำ เตือนภัยอย่างเป็นระบบ โดยให้ขีดระดับน้ำท่วมเมื่อปีที่แล้ว เพื่อนำมาวิเคราะห์ เช่น น้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยากี่ลบ.ม./วินาที ทำให้น้ำท่วมมากขนาดไหน แล้วนำมาวิเคราะห์ได้ล่วงหน้า 3-5 วัน พร้อมสั่งการให้ทุกจังหวัด อำเภอ ตำบล รวมเครื่องมือไว้ในพท.แล้ว ว่าเพียงพอหรือไม่ โดยกำหนดเบื้องต้นว่า ทุก ๆ หนึ่งตำบล ต้องมีเรือท้องแบนสองลำขึ้นไป ส่วนในพื้นที่ต่ำนั้น ได้หารือกับประชาชนแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ก็ยินดีเป็นพื้นที่รับน้ำนอง แต่สิ่งที่ทุกคนอยากทราบก็คือจะได้ค่าชดเชยภายใต้หลักการแบบใด”
ด้านนายทองเปลว กองจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักอุทกวิทยาและบริหารน้ำ กรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานได้พิจารณาพื้นที่รับน้ำนอง 2 ล้านไร่ ซึ่งสามารถรับน้ำได้ 5 พันล้านลบ.ม. เกือบเสร็จสิ้นทั้งหมดแล้ว โดยยึดหลักการว่าต้องเป็นพื้นที่ที่น้ำ-เข้าออกโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ประเภทที่หนึ่งตัดย่อน้ำได้ รวมถึงสามารถชะลอน้ำได้ อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมยังคงหารือกันอยู่ว่า เมื่อประกาศให้แต่ละพื้นที่เป็นพื้นที่รับน้ำแล้ว จะต้องจ่ายเงินชดเชยเลยหรือไม่ เพราะการเก็บเกี่ยวผลผลิตส่วนใหญ่จะแล้วเสร็จในเดือนส.ค. และจ่ายในก.ย.-ต.ค. ส่วนหลักการว่าจะจ่ายภายใต้กฎเกณฑ์อย่างไรนั้น ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังคงอยู่ในระหว่างการพิจารณาอยู่







