posttoday
'องค์กรอิสระ-สถาบันกษัตริย์' ปมเดือดประเด็มถกแก้รธน.

'องค์กรอิสระ-สถาบันกษัตริย์' ปมเดือดประเด็มถกแก้รธน.

24 กุมภาพันธ์ 2555

โดย......ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย,ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

โดย......ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย,ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เปิดฉากอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 23 ก.พ. สำหรับการประชุมรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเป็นไปตามคาดเมื่อการประชุมเป็นไปอย่างดุเดือดตั้งแต่ 10 โมงเช้า ประเดิมด้วยการโต้วิวาทะระหว่าง “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน และ “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” รองนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับวาระซ่อนเร้นในการแก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศ

“จุรินทร์” ตั้งข้อสงสัยว่า มีหลักฐานจากการให้สัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์บางฉบับฉบับวันที่ 16 ก.พ.ว่า ภายหลังร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วพรรคประชาธิปัตย์จะสูญพันธุ์ และอดีตนายกรัฐมนตรีจะกลับประเทศไทยอย่างสง่างาม และการที่รัฐบาลระบุว่าบอกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จะทำอย่างไรก็เรื่องของเขา เหมือนเป็นการเซ็นเช็คเปล่า แสดงว่าท่านก็เห็นด้วยใช่หรือไม่ ถ้าไปแก้แล้วกระทบสถาบันพระมหากษัตริย์

จากการตรงนี้ทำให้ ร.ต.อ.เฉลิม ต้องตอบโต้ทันทีเช่นกัน “ผมชนะมาและนโยบายบอกตั้งแต่เลือกตั้งว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ เมื่อชนะก็ทำ แต่ไม่ได้ทำในนามรัฐบาลเลย เปิดมาตรา 291 ให้มันกว้างขึ้นมี สส.มาดำเนินการ ส่วน ส.ส.ร.จะทำอย่างไรก็เรื่องของเขา ทำเสร็จก็ขอประชามติ ประชาชนไม่เอาด้วยก็ตก ฝนไม่ตก แดดไม่ออกอย่าเพิ่งกลางร่ม เพราะยังไม่มีใครรู้ว่าจะเป็น ส.ส.ร. ตอนรัฐบาลประชาธิปัตย์ก็แก้รัฐธรรมนูญ ถามว่าแก้เพิ่ม สส.บัญชีรายชื่อกับเขตเดียวเบอร์เดียวเป็นประโยชน์กับประชาชนหรืออย่างไร”

'องค์กรอิสระ-สถาบันกษัตริย์' ปมเดือดประเด็มถกแก้รธน.

 

บรรยากาศการประชุมเริ่มตึงเครียดมากขึ้น เมื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้ขอใช้สิทธิพาดพิงและถามกลับ ร.ต.อ.เฉลิม ว่า “ในร่างที่เสนอไม่ได้เขียนห้ามแก้ไขหมวดเกี่ยวกับกษัตริย์ เพียงแต่เขียนว่าห้ามเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น ถ้ามีส่วนใดเขียนห้ามแตะสถาบันก็ชี้ให้ดูหน่อย”

ทันทีที่การอภิปรายเริ่มมีการแตะเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ ยิ่งเป็นตัวเร่งอุณหภูมิของการประชุมให้ปะทุมากขึ้น เพราะมีทั้ง สส. และ สว. ได้อภิปรายเรียกร้องไปยังรัฐบาลให้หลักประกันว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่แตะต้องหมวด 2 เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์

“พญ.พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์” สว.สรรหา และประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาติดตามการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการเกี่ยวกับการพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา อภิปรายด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “รัฐบาลควรออกมาประกาศให้ชัดเจนว่า การแก้ไขถ้อยคำในร่างแก้ไขมาตรา 291 จะกำหนดให้ ส.ส.ร.ห้ามแก้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในหมวดเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์”

เดือดร้อนถึง ร.ต.อ.เฉลิม ต้องชี้แจงย้ำอีกครั้งว่า บรรยากาศตอนนี้เกิดความสับสน โดยมีหลายคนแสดงความเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญคือ การรื้อโครงสร้างประเทศและระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งในที่นี้ในนามรัฐบาลขอยืนยันจะรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อไป และการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่เกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และไปยกโทษยกความผิดให้ใครไม่ได้ทั้งนั้น

“รัฐบาลชุดนี้จงรักภักดี 100% ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า แต่เรามีมารยาทไม่เคยกล่าวหาใครว่าไม่จงรักภักดี เพราะทราบดีว่าทุกคนเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นล้นพ้น บางคนบอกว่าเราต้องการให้เกิดปัญหา อยากถามว่ามีรัฐบาลไหนบ้างอยากให้เกิดปัญหา และผู้ที่พยายามนำเรื่องประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มารวมกับการแก้รัฐธรรมนูญเป็นพวกปัญญาทึบ” รองนายกฯ ย้ำเสียงหนักแน่น

สำหรับสาระสำคัญในเหตุผลของการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับ “ชุมพล ศิลปอาชา” หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา “อุดมเดช รัตนเสถียร” ประธานวิปรัฐบาล และ “ร.ต.อ.เฉลิม” ต่างยืนยันว่าการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อต้องการสร้างความเข้มแข็งให้กับระบอบประชาธิปไตย หลังจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ทำให้ระบบพรรคการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดินอ่อนแอ

ทั้งนี้ ไฮไลต์สำคัญของการอภิปรายถึงหลักการและเหตุผลเกี่ยวกับการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ที่ลีลาการนำเสนอของ “ชุมพล ศิลปอาชา” เนื่องจากเนื้อหาที่อภิปรายสู่ที่ประชุมรัฐสภาไม่ต่างอะไรกับการระบายความในใจทางการเมืองที่พรรคชาติไทยในอดีตต้องถูกยุบ เพราะความไม่เป็นประชาธิปไตยของรัฐธรรมนูญฉบับนี้

“ระบบพรรคการเมืองเป็นอัมพาตถูกยุบเป็นว่าเล่น หากไม่แก้ไขอนาคตพรรคการเมืองสูญพันธุ์แน่นอน วันนี้เกิดสภาพพรรคนอมินีกันทั้งนั้น ตัวจริงต้องหลบอยู่ด้านหลังไม่กล้ามาเป็นกรรมการบริหาร มีแต่คนขับรถ คนสวนเป็นกรรมการบริหาร มีอย่างที่ไหนคนคนเดียวทำความผิดคนอื่นต้องผิดไปด้วย อย่างกรณีการยุบพรรคชาติไทยเห็นได้ชัด ทั้งหมดสืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ 2550” ชุมพล ระบายความอึดอัดออกมา

ส่วนการอภิปรายของ สส.พรรคเพื่อไทย ให้น้ำหนักไปที่ความชอบธรรมขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันที่เปิดช่องให้มีองค์ประกอบจากอำนาจฝ่ายตุลาการมากเกินไปเป็นผลให้ไม่มีความเชื่อมโยงกับประชาชน จึงสมควรแก้ไข

“การให้องค์ประกอบจากฝ่ายตุลาการเข้ามาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระมากเกินไปถือว่าไม่มีความเหมาะสม เพราะไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนผิดหลักประชาธิปไตยชัดเจน เช่นเดียวกับวาระการดำรงตำแหน่งที่มีถึง 9 ปี เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือศาลรัฐธรรมนูญ นับว่ามากเกินไป เพราะตามธรรมชาติถ้าใครอยู่ในอำนาจนานๆ จะกลายเป็นผู้มีอิทธิพลเสียเอง ควรลดให้เหลือเพียง 5 ปี” พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าว

อดีตรองประธานสภาฯ รายนี้ ยังได้เสนออีกว่า วุฒิสภาต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง เพราะคนเพียง 7 คนเข้ามาเป็นตัวแทนขององค์กรตามรัฐธรรมนูญที่เป็นคณะกรรมการสรรหานั้นไม่มีความเหมาะสมอย่างยิ่ง จะให้คนเพียง 7 คนมาตัดสินเลือกตั้งวุฒิสภาแทนประชาชนคนไทยกว่า 60 ล้านคนได้อย่างไร ดังนั้นถ้าต้องการยังคง สว.สรรหาเอาไว้ก็ควรให้มีจำนวนน้อยกว่า สว. เลือกตั้ง

สำหรับซีกฝ่ายค้านเน้นการอภิปรายไปที่ความไม่ชอบธรรมของการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เพราะควรชะลอการแก้ไขไปก่อนตามข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายที่มี คณิต ณ นคร เป็นประธาน เพื่อป้องกันไม่ให้การเมืองเกิดความขัดแย้งรอบใหม่

“บัญญัติ บรรทัดฐาน” สส.บัญชีรายชื่อ และกรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ อธิบายในประเด็นนี้ว่า รัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ใช่ปัญหาประเทศ เพราะ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พูดชัดเจนว่าปัญหาเร่งด่วนวันนี้คือ การฟื้นฟูปัญหาเรื่องอุทกภัย ส่วนเรื่องกฎหมายและรัฐธรรมนูญจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ

“ปัญหาเศรษฐกิจวันนี้ ทั้งภายนอกและภายในยังคงรุมเร้ารัฐบาลอยู่ ค่าครองชีพที่ขึ้นสูงทุกวัน ทั้งที่รัฐบาลประกาศจะกระชากราคาค่าครองชีพให้ต่ำลง ที่สำคัญการกำหนดคุณสมบัติของ ส.ส.ร.เลือกตั้งในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นได้เอาคุณสมบัติ สส.มาเทียบเคียงกับคุณสมบัติ ส.ส.ร. ซึ่งถือว่าเสี่ยงต่อการเมืองเข้ามาครอบงำ ดังนั้นควรกำหนดให้ผู้ที่จะมาเป็น ส.ส.ร.ต้องเว้นวรรคทางการเมืองอย่างน้อย 5 ปีก่อน” บัญญัติ กล่าว

ขณะที่การอภิปรายของ สว.ส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็น “จิตติพจน์ วิริยะโรจน์” สว.ศรีสะเกษ “ชรินทร์ หาญสืบสาย” สว.ตาก “สุวิศว์ เมฆเสรีกุล” สว.สมุทรสาคร และ “ดิเรก ถึงฝั่ง” สว.นนทบุรี ต่างอภิปรายสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 237 เกี่ยวกับการยุบพรรค เพราะเป็นบทบัญญัติขัดต่อหลักการประชาธิปไตย

“ควรมี ส.ส.ร.มาแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพื่อให้เป็นรัฐธรรมนูญจากประชาชนจริงๆ เพราะฉบับปัจจุบันมีหลายมาตราขัดกับหลักการ เช่น มาตรา 237 ขัดกับหลักสิทธิมนุษยชนชัดเจน เนื่องจากเอาคนที่ไม่ทำผิดไปลงโทษ ปล่อยให้พรรคการเมืองไม่มีเสถียรภาพ ถูกยุบแล้วยุบอีก” ดิเรก กล่าว

ทั้งหมดนี้เป็นภาพรวมของการอภิปรายในวันแรกและการประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนี้ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายพร้อมกับลงมติเชื่อได้เลยว่า ยังดุเดือดต่อเนื่องแน่นอน

 

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง