
อดีตเลขาสมช.สอนมวยเฉลิมต่อต้านก่อการร้าย
'ถวิล' สอนมวย 'เฉลิม' บูรณาการข่าวกรอง เน้นแบ่งงานตามถนัด ย้ำ รบ.ต้องระวังการทำคดี ไม่พาไทยตกเป็นเครื่องมือกลางสงครามคู่ปรปักษ์
'ถวิล' สอนมวย 'เฉลิม' บูรณาการข่าวกรอง เน้นแบ่งงานตามถนัด ย้ำ รบ.ต้องระวังการทำคดี ไม่พาไทยตกเป็นเครื่องมือกลางสงครามคู่ปรปักษ์
นายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) เปิดเผยว่าแนวทางในการบูรณาการหน่วยงานข่าวกรองที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการ คือ การกำหนดภารกิจด้านการข่าวตามความถนัด และเครือข่ายของหน่วยงานข่าวกรอง เริ่มตั้งแต่สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติที่ถนัดงานข่าวกรองพลเรือนมีเครือข่ายประสานงานกับหน่วยสืบราชการลับกลางแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ ซีไอเอ รวมถึงหน่วยงานข่าวกรองทั่วโลก
ทั้งนี้สันติบาลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) มีความถนัดงานข่าวกรองภายในจุดล่อแหลม ที่สำคัญมีเครือข่ายข่าวกับองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ หรือ อินเทอโพ ในขณะที่กองอำนวยการความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอรมน. ที่มีความถนัดงานข่าวการทหารและพื้นที่ตามแนวชายแดน และศูนย์รักษาความปลอดภัยกระทรวงกลาโหม หรือ ศรภ.ของกระทรวงกลาโหม เช่นกัน
นายถวิล กล่าวว่าเมื่อมีการทำงานข่าวกรองตามความถนัด ย่อมนำไปสู่การประหยัดทรัพยากร และลดความซ้ำซ้อน เพราะแต่ละหน่วยงานจะติดตามปะกบกลุ่มเป้าหมายตามสายงานที่ถนัด จึงทำให้แต่ละหน่วยงานไม่จำเป็นต้องไปติดตามบุคคลหรือกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน จึงเกิดการบูรณาการในการทำงาน นับเป็นการกระจายการทำงาน และบูรณาการการทำงานให้มีประสิทธิภาพและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น
สำหรับแนวทางในการปฏิบัติและนโยบายรัฐบาลที่จะต้องวางตัวเป็นกลางเพราะทราบดีว่าการก่อการร้ายเป็นอาชญากรรมระหว่างประเทศมีผลต่อความมั่นคงของมวลมนุษยชาติ ตามข้อตกลงองค์การสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น ที่ทุกประเทศต้องต่อต้านและปกป้องการก่อการร้าย ที่สำคัญประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเป้าหมายโดยตรง
นายถวิล กล่าวว่านโยบายด้านความมั่นคงต้องไม่เป็นปรปักษ์ต่อประเทศคู่ขัดแย้ง ทั้งสหรัฐฯ อังกฤษ อิหร่าน อิสราเอล อิรัก หรือ อัฟานิสถาน เป็นต้น เพราะประเทศไทยมีประชาชน ธุรกิจ สถานทูต หรือผลประโยชน์ของประเทศคู่ขัดแย้ง จึงกลายเป็นจุดเสี่ยงของกลุ่มเป้าหมาย
อีกทั้งประเทศไทยเป็นประเทศเปิดเสรีจึงกลายเป็นประเทศที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดเหตุได้ง่าย ซึ่งในการดำเนินนโยบายต้องไม่เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด โดยเฉพาะการดำเนินคดีกับบุคคลที่ก่อเหตุหรือการส่งตัว จึงควรดำเนินการภายในกฎหมายภายในประเทศที่มีอยู่เท่านั้น หรือหากจะต้องส่งตัวต้องมีการพิจารณาเป็นการพิเศษตามหลักฐานโดยจะต้องไม่ให้ไทยตกเป็นเครื่องมือหรือสร้างความไม่พอใจแก่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด จนทำให้ประเทศไทยกลายเป็นสายล่อฟ้า หรือเสี่ยงต่อการสร้างสถานการณ์ต่อเนื่อง เพราะแนวโน้มความขัดแย้งการก่อการร้ายยังต่อเนื่องยาวนานและซับซ้อนเพิ่มขึ้น
อดีตเลขาฯสมช. กล่าวว่าอนาคตนโยบายที่สำคัญ คือ การดูแลตัวเองและสร้างภูมิคุ้มกันจากการก่อการร้าย ด้วยการเน้นเพิ่มความปลอดภัยในการดูแลชีวิตและทรัพย์สินมากกว่าให้ความสำคัญเรื่องการเปิดประเทศอย่างเสรีเพื่อดึงเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว เพราะทั่วโลกยอมรับแล้วว่านักท่องเที่ยวต่างประเทศนิยมเข้าออกประเทศที่เข้มงวดด้านความปลอดภัยมากกว่าประเทศที่หละหลวมการตรวจสอบ







