
จับชีพจรเศรษฐกิจไทย'น้องน้ำไล่แขก เสียงระเบิดไล่นักท่องเที่ยวซ้ำ'
เรียกได้ว่าช่วงรอยต่อจากปีกระต่ายมายังปีมะโรง ชะตากรรมของเศรษฐกิจไทยต้องประสบกับปัญหา
โดย...ลภัสรดา ภูศรี
เรียกได้ว่าช่วงรอยต่อจากปีกระต่ายมายังปีมะโรง ชะตากรรมของเศรษฐกิจไทยต้องประสบกับปัญหา “ไม่คาดฝัน” มาอย่างต่อเนื่อง จากทั้ง “ภัยน้ำ” และ “ภัยร้อน” จากแรงระเบิดเมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่ออนาคตของเศรษฐกิจประเทศในระยะยาวที่ต้องไม่มองข้าม
ตามข้อมูลของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ได้จัดอันดับให้ประเทศไทยเป็นถึงประเทศตลาดเกิดใหม่ที่น่าลงทุนอันดับที่ 2 รองจากจีน เนื่องจากมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยถึงร้อยละ 10 ต่อปีทีเดียว
อีกทั้งประเทศไทยยังพัฒนาอุตสาหกรรมด้านการผลิตจนกลายขึ้นมาเป็นผู้นำด้านการผลิตป้อนให้กับภาคอุตสาหกรรมโลกในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นศูนย์กลางการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีสัดส่วนการผลิตสูงถึง 35-40% จากยอดผลิตชิ้นส่วนทั้งหมด
โดยในปี 2553 ไทยมียอดผลิตรถบรรทุกขนาดเล็กมากกว่าญี่ปุ่นเสียอีก!
ในด้านเกษตรกรรม นอกจากไทยจะเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว ไทยยังติดอันดับเป็นผู้ส่งออกยางอันดับ 1 ของโลก และอันดับ 2 ด้านการส่งออกน้ำตาลอีกด้วย
ไทยยังสามารถติดอันดับเป็น 1 ใน 20 แหล่งท่องเที่ยวชั้นนำของโลก ซึ่งในปี 2553 ไทยสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากกว่ากรีซเสียอีก
อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาเกือบครึ่งปีของปีที่แล้ว ไทยต้องเผชิญหน้ากับปัญหาน้ำที่กลืนกินแผ่นดินเกือบครึ่งประเทศ ซึ่งนอกเหนือจากจะสร้างความสูญเสียต่อเศรษฐกิจไทย แน่นอนว่ายังส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตของโลกอย่างรุนแรง จากผลกระทบเป็นลูกโซ่ของภาวะช็อกในกระบวนการผลิตของโลก
ไม่ว่าจะเป็นอินเทล บริษัทผลิตชิปสารกึ่งตัวนำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่จำต้องปรับคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 4 ถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังต้องเผชิญกับการขาดแคลนชิ้นส่วนฮาร์ดดิกส์ไดรฟ์ เนื่องจากโรงงานผลิตชิ้นส่วนในประเทศไทยถูกน้ำท่วม จึงทำให้การผลิตคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลต้องชะงักลง
โตโยต้าค่ายผลิตรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่นยอมรับว่า น้ำท่วมไทยสร้างความเสียหายต่อบริษัท 1,530 ล้านเหรียญสหรัฐ และบริษัทต้องปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาสที่สิ้นสุดเดือน มี.ค. ถึง 54%
กระนั้นก็ตาม ดูเหมือนว่าประเทศไทยจะยังเข้าขั้น “โชคดี” ที่แม้ว่าที่ผ่านมา บริษัทและนักลงทุนต่างชาติหลายรายจะยืนยันว่าจะคงฐานการผลิตและการลงทุนไว้ในประเทศไทยดังเดิม
บิล ไฮเนกกี เจ้าของเครือโรงแรมหรูหลายแบรนด์ อาทิ เซนต์รีจิส โฟร์ซีซั่นส์และแมริออทในไทยเชื่อมั่นว่า แม้ว่าปริมาณการจองห้องพักของโรงแรมในเครือ ระหว่างเกิดวิกฤตน้ำท่วมลดลงเหลือน้อยกว่า 20% ทว่าไฮเนกกียังคงยืนยันที่จะปักหลักทำธุรกิจในไทยอย่างต่อเนื่อง
“เราจะไม่เปลี่ยนแผน เพราะเราเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถกลับมาฟื้นตัวได้ดีเช่นเดิม” ไฮเนกกี กล่าว
เช่นเดียวกับ มาร์ก เฟเบอร์ นักวิเคราะห์การลงทุนชาวสวิส เจ้าของบริษัท มาร์ค เฟเบอร์ ซึ่งเป็นบริษัทให้คำปรึกษาด้านการลงทุนกล่าวว่า เหตุน้ำท่วมจะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาวและยังคงยืนยันที่จะลงทุนในไทยต่อไป
“แม้ว่าหลายบริษัทจะลังเลที่จะขยายการลงทุนในไทย แต่เชื่อว่านักลงทุนส่วนใหญ่จะยังคงปักหลักการลงทุนในไทยอยู่เช่นเดิม” เฟเบอร์ กล่าว
กระนั้นก็ตามแม้ว่าจะไม่ย้ายไปไหน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เมืองไทยจะเป็นทางเลือกของแหล่งลงทุนในโครงการใหม่ๆ แน่นอน
ดังที่ เซตสึโอะ ลูชิ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) ยอมรับว่า แม้ว่ามีความเป็นไปได้สูงว่าบริษัทญี่ปุ่นรายใหญ่อื่นๆ อาจไม่ย้ายฐานผลิตไปจากไทย แต่บริษัทญี่ปุ่นเหล่านี้ก็จะลดความเสี่ยงของการลงทุนด้วยการขยายการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านของไทย อย่างอินโดนีเซียและเวียดนามแทน
นั่นคือความสูญเสียโอกาสอย่างเสียไม่ได้ ที่เมืองไทยและคนไทยต้องจำยอม ตราบใดแผนการบริหารน้ำของภาครัฐยังคงลูกผีลูกคน ยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจว่าเมืองไทยจะไม่จมบาดาลเป็นหนที่ 2
“หลายบริษัทกำลังทบทวนเรื่องสถานที่ตั้งโรงงานของบริษัท ดังนั้นพวกเขาจึงต้องการเห็นแผนการจัดการและรับมือน้ำท่วมที่มีประสิทธิภาพจากรัฐบาลไทย” เซตสึโอะ กล่าว
ขณะที่ปัญหาน้ำยังไม่เหือดหาย ปัญหาร้อนๆ อย่างระเบิดก็เข้าแทรก ไม่กี่วันหลังผ่านเดือน ก.พ. เสียงระเบิดสนั่นที่ซอยสุขุมวิท 71 รับวันแห่งความรัก ได้กลายเป็นเสียงสะท้อนให้เมืองไทยเตรียมรับมือกับความยากลำบาก ทางเศรษฐกิจที่กำลังจะตามมาเป็นดาบซ้ำสอง
นักวิเคราะห์ต่างชาติกำลังมองว่า ประเทศไทยกำลังตกเป็นเหยื่อของก่อการร้ายข้ามชาติไปโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นการตรวจพบสารประกอบวัตถุระเบิดจำนวนมาก ซึ่งเป็นฝีมือของกลุ่มเฮซบอลเลาะห์ในเลบานอน จนถึงเหตุระเบิดเมื่อวันที่ 14 ก.พ. ซึ่งถือเป็นสัญญาณชี้ชัดว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่วงจรของการตกเป็นเป้าหมายของขบวนการก่อการร้ายต่างชาติอย่างเต็มรูปแบบ
แน่นอนว่าการยอมรับว่าบ้านตัวเองตกเป็นเป้าของผู้ก่อการร้ายข้ามชาตินั้น ย่อมเป็นการทุบหม้อข้าวตัวเองอย่างโง่ที่สุด รัฐไทยจึงเลือกที่จะปัดปฏิเสธและยืนยันว่าเหตุการณ์ที่สุขุมวิทเป็นเพียงการโจมตีพุ่งเป้าเฉพาะบุคคลเท่านั้น ไม่ใช่การทำลายล้างประชาชนทั่วไป
รัฐไทยไม่เลือกวิธีที่จะยอมรับความจริงและเพิ่มระดับการตรวจตรา และยกกระดับการป้องกันภัยก่อการร้ายมากขึ้นกว่าเดิมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งนักลงทุนและนักท่องเที่ยว
นั่นเป็นเพราะเพียงเหตุผลเดียวคือ ไทยห่วงภาพลักษณ์ของการเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ปลอดภัย แม้จะมีเสียงระเบิดดังระงมแผ่นดินรายปีก็ตาม ไม่ว่าจะจากผู้ก่อการร้ายข้ามชาติ หรือผู้ก่อการร้ายทางการเมืองก็ตาม!
“รัฐบาลไทยพยายามลดดีกรีความรุนแรงของเหตุก่อการร้ายที่เกิดขึ้นลง ในขณะที่ไทยเองก็ยังไม่พร้อมในระบบป้องกันภัยก่อการร้ายอย่างจริงจัง” มาเรีย พาทริกาอิเนน นักวิเคราะห์การเมืองภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประจำบริษัทวิจัยระดับโลกไอเอชเอส กล่าว
นักวิเคราะห์ต่างชาติ มองว่าการเปิดรับนักท่องเที่ยวอย่างบ้าคลั่งเพื่อกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวของประเทศแบบไม่ลืมหูลืมตานั่นเองที่กำลังกลายเป็นดาบสองคม ที่แม้ว่าจะนำพาซึ่งเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าประเทศ แต่ก็เป็นเม็ดเงินที่มาพร้อมกับอันตรายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นเดียวกัน
“โดยส่วนตัวแล้วยังรู้สึกว่า น่าจะเกิดเหตุระเบิดลักษณะแบบเดียวกันในไทยมาตั้งนานแล้ว” พอล แชมเบอร์ส ผู้อำนวยการสำนักการวิจัยเอเชียอาคเนย์ของสากลศึกษา มหาวิทยาลัยพายัพ จ.เชียงใหม่ กล่าว โดยมองว่าไทยกลายเป็นเป้านิ่งที่ถูกโจมตีได้ง่าย
แม้ว่าไทยจะเข้มงวดการออกวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวบ้างในช่วงก่อนหน้านี้ หลังเกิดวินาศกรรมบนเกาะบาหลีของอินโดนีเซีย เมื่อปี 2545 ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวเสียชีวิตถึง 202 คน แต่ก็ถือว่ายังไม่เข้มงวดพอเท่าที่ควรจะเป็น เพราะยังคงเกรงว่าจะกระทบต่อการท่องเที่ยว
เป็นทางสองแพร่งที่รัฐไทยต้องพิจารณาอย่างรอบคอบที่สุด ว่าจะปล่อยให้คนนอกเดินเข้าบ้านได้ง่ายๆ แล้วรอโกยเงินเหมือนเดิม หรือจะแลกให้ไทยเป็นบาหลี 2 ในไม่ช้า!







