
พม่าจะไปรอด?
ช่วงนี้อะไรๆ ก็ดูจะเข้าทางพม่าไปเสียหมด เมื่อวันที่ 22 ก.พ. ธนาคารโลกก็ออกมาแบะท่าพร้อมให้ความช่วยเหลือทางการเงิน
โดย...ธนพล ไชยภาษี
ช่วงนี้อะไรๆ ก็ดูจะเข้าทางพม่าไปเสียหมด เมื่อวันที่ 22 ก.พ. ธนาคารโลกก็ออกมาแบะท่าพร้อมให้ความช่วยเหลือทางการเงิน เรียกได้ว่า ความเปลี่ยนแปลงของพม่าอยู่ในช่วงที่ก้าวกระโดดอย่างแท้จริง นับตั้งแต่พม่าเปิดตัวโครงการท่าเรือทวาย ที่จะอัดแน่นไปด้วยนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เป็นความหวังทางเศรษฐกิจแห่งใหม่ของเอเชียทีเดียว
ยิ่งในวันที่ 1 เม.ย.นี้ พม่าจะเลือกตั้งซ่อม รัฐบาลทหารพม่าเปิดประตูแห่งโอกาสให้กับ อองซานซูจี มากขึ้น เธอสามารถเดินทางไปหาเสียงได้ในหลายๆ ที่ นับเป็นมิติใหม่ทางการเมืองที่สร้างความพอใจให้กับชาติตะวันตกได้ในระดับหนึ่ง จนสหรัฐและยุโรปเริ่มที่จะผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรพม่าทีละเล็กทีละน้อยครับ
ถามว่า จะไว้ใจรัฐบาลพม่าได้มากเพียงใด ถือว่าเป็นคำถามที่หาคำตอบได้ยากมาก เพราะอย่าลืมว่าการเลือกตั้งพม่าเมื่อ 2 ปีก่อน จนได้รัฐบาลพลเรือนชุดปัจจุบันนั้น ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นเพียงการจัดฉากของพม่าเท่านั้น ที่วางเกมมาตั้งแต่ต้น ไม่ว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่มีแต่คนของฝ่ายรัฐบาลร่วมเขียนกันเท่านั้น โดยที่ฝ่ายค้านไม่มีส่วนร่วมแม้แต่น้อย
ย้อนกลับไปในปี 2546 เมื่อครั้งนั้นซูจีก็มีอิสรภาพไปไหนต่อไหนได้เหมือนทุกวันนี้แหละครับ แต่ก็ถูกม็อบจัดตั้งของรัฐบาลก่อกวนในระหว่างเดินทางหาเสียงที่เมืองเดปายิน ทางตอนเหนือของประเทศ ทำให้รัฐบาลทหารพม่าขณะนั้นหาเหตุจับเธอกักขังไว้ในบ้านพักต่อ ด้วยข้อหาออกมาแล้วก่อความวุ่นวาย
ดังนั้น จึงไว้ใจไม่ได้เลยว่า จากนี้ไปกว่าเดือนก่อนถึงการเลือกตั้ง รัฐบาลพม่าจะหาเหตุเช่นนั้นอีกครั้งหรือไม่
แน่นอนว่า รัฐบาลพลเรือนของพม่าชุดนี้แม้ว่าจะมาจากการเลือกตั้งจริงๆ แต่ก็เป็นการเลือกตั้งที่ทหารควบคุมไว้เบ็ดเสร็จ และรัฐบาลชุดปัจจุบันก็เสมือนหนึ่งรัฐบาลตัวแทนของทหารพม่านั่นแหละครับ
เหนือสิ่งอื่นใด คือ ตัวรัฐธรรมนูญของพม่าที่เนื้อหายังให้อำนาจคนจากกองทัพเข้าไปนั่งในรัฐสภาได้จำนวนมาก และทหารก็มีสิทธิที่จะเข้าควบคุมประเทศหากเกิดสถานการณ์มิดิมิร้ายขึ้นได้ทันที
นอกจากนั้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังระบุถึงว่า ประเทศพม่าจะต้องมีกองทัพเพียงกองทัพเดียว คือ กองทัพพม่า นั่นหมายความว่าจะต้องไม่มีกองทัพชนกลุ่มน้อยอื่นๆ
ตอนนี้ก็มีเพียงชนกลุ่มน้อยบางกลุ่มเท่านั้นที่ยอมลงนามสงบศึกกับพม่าอย่างเช่นกะเหรี่ยง แต่ก็ยังมีอยู่อีกหลายสิบกลุ่มที่มีกองกำลังของตนเอง อย่างกองกำลังไทยใหญ่และกลุ่มว้าแดง เป็นต้น
พอสรุปได้ว่า ความคึกคักทางด้านเศรษฐกิจของพม่าในปัจจุบัน ถือเป็นเพียงแค่ความหวังเปลือกนอก ที่แท้จริงแล้วยังมีปัญหาคาราคาซังอยู่อีกมากในเนื้อแท้ของพม่า โดยเฉพาะปัญหาชนกลุ่มน้อย และการคงอยู่ของกองทัพที่ยังมีอำนาจสูงสุดในการควบคุมประเทศนี่แหละครับ
เงินลงทุนจะไหลเข้าสู่พม่าเป็นเทน้ำเทท่า แต่ใครจะรู้ว่าวันหนึ่งทหารพม่าอาจจะหาเหตุเข้าควบคุมทุกอย่างเบ็ดเสร็จเหมือนเดิมก็เป็นได้ครับ







