
ฟันธงปีนี้ไทยเสี่ยงพายุใหญ่-ปริมาณน้ำมาก
"รอยล"คาดปีนี้ไทยเสี่ยงเผชิญพายุหลายลูก ชี้สภาพทั่วไปคล้ายไซโคลนนาร์กีสปี51 แนะรัฐป้องกันตะกอนไหลลงลุ่มน้ำ
"รอยล"คาดปีนี้ไทยเสี่ยงเผชิญพายุหลายลูก ชี้สภาพทั่วไปคล้ายไซโคลนนาร์กีสปี51 แนะรัฐป้องกันตะกอนไหลลงลุ่มน้ำ
วันที่ 23 ก.พ. เวลา 9.00 ที่ห้องประชุมอเนกประสงค์ การประปานครหลวง สมาคมทรัพยากรน้ำแห่งประเทศไทย (สทนท.) และการประปานครหลวง จัดงานสัมมนา “ถอดบทเรียน มหาอุทกภัย ปี 2554” โดยมีผู้แทนจาก 25 ลุ่มน้ำ ประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 500 คน ร่วมงานสัมมนา โดยมีนายอำพล เสนาณรงค์เป็นประธานเปิด และกล่าวปาฐกถานำ
นายอำพลเปิดเผยว่า จากประสบการณ์ที่เคยใช้ชีวิตที่จ.นครสวรรค์มาเมื่อ 80 ปีที่แล้ว พบว่าปัจจุบันสภาพของแม่น้ำเจ้าพระยาเปลี่ยนไปมาก จากเดิมที่มีหาดทราย 2 ข้างในฤดูแล้ง และมีน้ำหลากไปถึงกรุงเทพมหานครในฤดูฝน ซึ่งชาวนาทุกคนก็เข้าใจ และวางแผนการทำนาของตัวเองเป็นอย่างดี ขณะที่คนกรุงเทพฯก็ทราบล่วงหน้าเป็นเดือนว่าหากน้ำท่วมจ.นครสวรรค์ จะต้องท่วมถึงกรุงเทพฯแน่นอน จึงมีเวลาเตรียมตัวประมาณ 1 เดือน
แต่ปัจจุบันสภาพเปลี่ยนไป หลังจากมีประชาชน และมีการขยายตัวของเมืองมากขึ้น ทำให้ประชาชนเดือดร้อนกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีข้อมูล ให้ประชาชนสามารถเตรียมความพร้อมได้ รวมถึงน้อมนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อปี 2538 อย่างการจัดทางน้ำหลาก (ฟลัดเวย์), การเพิ่มช่องทางน้ำเพื่อให้น้ำไหลลงสู่อ่าวไทยทางตะวันออกของกรุงเทพฯ มาเป็นตัวอย่างก็จะสามารถจัดการน้ำไม่ให้ท่วมได้
“จากประสบการณ์ที่เคยเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการด้านน้ำ พบว่านอกจากจะมีหน่วยงานคาบเกี่ยวจำนวนมากถึง 9 กระทรวง และ 20 กว่ากรมแล้ว ยังมีผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำจากสถาบันการศึกษาต่าง ๆ จำนวนมาก ซึ่งในการประชุมแต่ละครั้ง ไม่เคยได้ข้อสรุป เพราะธรรมชาติของผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ ต่างก็มีแนวทางแก้ปัญหาของตัวเอง ซ้ำยังหวงข้อมูลกันมาก ไม่ยอมแลกเปลี่ยนและไม่ยอมรับฟังใคร ซึ่งวิธีเหล่านี้ผิด และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การแก้ปัญหาไม่บรรลุผล ซึ่งการที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้มานั่งเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) เป็นเรื่องถูกต้องแล้ว เพราะนายกฯจะสามารถรวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วน และสั่งการให้ปฏิบัติได้ทันที” นายอำพลกล่าว
นายอำพลกล่าวอีกว่า ในช่วงแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์นั้น พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเพื่อศึกษาวิถีชีวิตของประชาชน และภูมิปัญญาการจัดการน้ำครบทุกจังหวัด ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำควรยึดหลักดังกล่าว ด้วยการเดินทางลงพื้นที่ให้เข้าใจสภาพปัญหาจริงว่าเมืองไทยเป็นอย่างไร แล้วจึงค่อยหาแนวทางที่ดีทีสุดในการตัดสินใจ
ขณะที่นายรอยล จิตรดอน ผอ.สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร กล่าวว่า ในช่วง 7-8 ปีมานี้ พบว่ามีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยมากขึ้นทุกปี จากเดิมที่หน่วยงานพยากรณ์ด้านน้ำคำนวณไว้ว่าฝนจะมาก 5 ปี และฝนน้อย 3 ปี เป็นปริมาณที่มากขึ้นเรื่อย ๆ เสมอมา จนเกิดมหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 ขึ้น
ในปีนี้ก็ยังคงต้องจับตาอุณหภูมิของขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ที่สูงขึ้น ทำให้ลมสินค้าจากฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกมีกำลังแรง เนื่องจากน้ำแข็งขั้วโลกละลายจากภาวะโลกร้อน และอาจทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลมีการเปลี่ยนแปลง จนเกิดลมสินค้ากำลังแรงพัดเข้าสู่ทางตอนเหนือของประเทศไทย บวกกับปรากฎการณ์ลานินญาขณะนี้ ทำให้คาดการณ์ได้ว่าปีนี้จะมีพายุเข้าสู่ประเทศไทยจำนวนมาก รวมถึงลมตะวันตกเฉียงใต้ และลมตะวันออกเฉียงเหนือ อาจยังคงมีกำลังแรงอยู่ ซึ่งตัวเลขปริมาณน้ำฝนและสภาพทั่วไปในปีนี้ก็คล้ายคลึงกับปี 2551 ที่พายุไซโคลนนาร์กีสเข้าถล่มสหภาพพม่าจนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก จึงอาจเป็นไปได้ว่าจะมีพายุไซโคลนเกิดขึ้นอีก ซึ่งทุกฝ่ายต้องเตรียมตั้งรับให้ดี
ผอ.สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตรกล่าวอีกว่า ค่อนข้างเป็นห่วงการเตรียมความพร้อมลุ่มน้ำภาคเหนือขณะนี้ ทั้งเหนือเขื่อนและใต้เขื่อนซึ่งพบว่ายังมีปัญหาตะกอนใต้พื้นที่รับน้ำจำนวนมาก ทำให้ตื้นเขิน และรับน้ำได้ไม่เต็มที่ ซึ่งเรื่องเหล่านี้สามารถเตรียมพร้อมล่วงหน้าได้ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยมีพระราชดำรัสหลายครั้งแล้วเรื่องการปลูกหญ้าแฝก หรือการลดการพังทลายของหน้าดิน ทำให้ตะกอนไหลลงสู่แม่น้ำ แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยมีการทำอย่างจริงจัง ซึ่งขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่จะดำเนินการอย่างเต็มที่







