
โล่งไปอีกเปลาะ!!!ฉลุยพรก.ชนตอแก้ รธน.!
หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ และมีมติ 7 ต่อ 2 วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2555 เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 วรรค 1 และ 2
ท่ามกลางการลุ้นระทึก จากเดิมทั้งการชี้แจงทั้งในสภาผู้แทนราษฎรช่วงที่ พ.ร.ก.ทั้ง 4 ฉบับ เข้าสู่วาระการพิจารณาตามขั้นตอน รวมไปถึงการชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ “รัฐบาล” ออกอาการเพลี่ยงพล้ำ ไม่สามารถตอบคำถามถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการใช้เงินได้เต็มปากเต็มคำ และไม่มีรายละเอียดชัดเจน
คำชี้แจงเรื่องแผนการใช้เงินของรัฐบาลหลายประเด็นจากปาก กิตติรัตน์ ณ ระนองรองนายกฯ และ รมว.คลัง กลายเป็นเงื่อนไขผูกมัดตัวเอง โดยเฉพาะที่ระบุว่าจะใช้งบประมาณปีนี้ด้วยวงเงินที่เพียงพอตามงบประมาณปกติ
ทว่า “ไม้ตาย” สำคัญที่ทำให้รัฐบาลสามารถพลิกสถานการณ์ แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วน และยืนยันในความจำเป็นต้องออกเป็น พ.ร.ก.ด้วย เหตุผลสำคัญเรื่องความมั่นคงมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจประเทศ คือ เอกสารแจกแจงรายละเอียดการใช้งบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท ว่าจะนำไปใช้ทำอะไรบ้าง ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีรายละเอียดชัดเจน
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ จึงส่งผลต่อความมั่นใจในการเดินหน้าบริหารงานประเทศ โดยเฉพาะกับภารกิจสำคัญอย่างการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ทั้งการเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น การฟื้นฟู และการป้องกันน้ำท่วมระลอกใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น
ต้องยอมรับว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา “รัฐบาล” ซึ่งต้องพะวงคอยลุ้นกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ไม่อาจเดินหน้าเต็มสูบขับเคลื่อนนโยบาย ด้วยเหตุต้องรอลุ้นกับเม็ดเงินจำนวนมากที่อาจต้องสะดุดหากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญออกมาระบุว่าขัดรัฐธรรมนูญ
อีกด้านหนึ่งหากคำวินิจฉัยออกมาว่าขัดรัฐธรรมนูญ นอกจากจะเป็นปัญหาเรื่องเม็ดเงินแล้ว ยังส่งผลไปถึงแรงกดดันอย่างหนักที่จะถาโถมใส่รัฐบาล ทั้งการกดดันจากฝ่ายค้านที่ตั้งป้อมเรียกร้องให้ออกมารับผิดชอบต่อการบริหารงานที่นำไปสู่การขัดรัฐธรรมนูญตั้งแต่ยังไม่มีคำวินิจฉัย
ทำให้คนในรัฐบาลพร้อมใจกันออกมาชี้แจงออกตัวว่าไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบใดๆ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ขัดรัฐธรรมนูญ ขณะที่ฝ่ายค้านเอง ซึ่งนอกจากเรียกร้องให้ออกมาแสดงความรับผิดชอบแล้ว ยังวางเกมซ้ำดาบสอง ยื่นถอดถอน ครม.ทั้งคณะ ตามมาตรา 270 หาก พ.ร.ก.ขัดรัฐธรรมนูญ
ดังนั้น คำวินิจฉัยตีตรารับรองการออก พ.ร.ก.ของรัฐบาลไม่ขัดรัฐธรรมนูญครั้งนี้ จึงช่วยให้การกรุยทางลุยงานหิน วางระบบป้องกัน ฟื้นฟูน้ำท่วม เรียกความเชื่อมั่นให้ฟื้นคืนกลับมา เป็นไปได้อย่างสะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น
แผนการบริหารจัดการน้ำท่วม ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ผ่านคณะกรรมการชุดต่างๆ ที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดันออกมาให้เป็นรูปเป็นร่าง เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นที่หดหายไปนาน ด้วยงบประมาณมหาศาล จึงกำลังขับเคลื่อนไปอย่างไร้อุปสรรค
ติดลมบนต่อเนื่องด้วยการเดินสาย “ทัวร์นกขมิ้น” ลงพื้นที่ดูปัญหาน้ำท่วมทั้งพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ที่สอดรับกับ ครม.สัญจรทั้งภาคเหนือที่ในช่วงที่ผ่านมาและภาคอีสานในช่วงนี้ พร้อมหว่านเงินไปกับสารพัดโครงการในพื้นที่ที่เรียกคะแนนเป็นกอบเป็นกำกลับบ้าน
ขณะที่ “ฝ่ายค้าน” ซึ่งคาดหวังกับการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยครั้งนี้ไม่น้อย แต่เมื่อทุกอย่างออกมาในรูปนี้ ทำให้แรงเสียดทานซึ่งแทนที่จะไปตกกับรัฐบาล กลายเป็นงูที่ขว้างไม่พ้นคอตัวเองกลับมาถูกย้อนถามหาความรับผิดชอบบ้าง หลังจากที่ก่อนหน้านี้เปิดเกมรุกหนักกดดันให้รัฐบาลต้องรับผิดชอบหาก พ.ร.ก.ขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งสุดท้ายก็ส่งผลให้การทำงานของฝ่ายค้านต่อไป
ทั้งนี้ทั้งนั้นปัญหาเรื่อง พ.ร.ก. ยังเป็นแค่เพียงหนึ่งในหลายปมปัญหารุมเร้ารัฐบาล แม้จะสะสางคลี่คลายไปได้แต่ก็ทำให้รัฐบาลได้หายใจทั่วท้องเฮือกเดียว เมื่อเรื่องร้อนๆ ยังจ่อให้รัฐบาลต้องสะสางอีกหลายเรื่อง
โดยเฉพาะกับระเบิดเวลาลูกใหม่อย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ห่วงกันว่าจะนำมาสู่ความขัดแย้งระลอกใหม่ ซึ่งที่ประชุมร่วมรัฐสภานัดประชุมแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งสามร่าง ได้แก่ ร่างของพรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนา และ ครม. โดยมีเนื้อหาแก้ไข มาตรา 291 เปิดทางให้ตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมายกร่างแก้ไข
เสียงคัดค้านจากหลายฝ่ายหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งเป็นห่วงกระบวนการแก้ไขที่รวบรัดตัดตอนการพิจารณา จนไม่รอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับภาคประชาชนที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบรายชื่อ ไปจนถึงการเป็นห่วงเรื่องการเข้าไปแตะเนื้อหาในหมวดสถาบัน ตัดทอนอำนาจองค์กรอิสระ ไปจนถึงความเคลือบแคลงว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ทำเพื่อใครเป็นพิเศษหรือไม่
นอกจากแรงเสียดทานจากกลุ่มต่างๆที่ถาโถมใส่รัฐบาลแล้ว กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีเงื่อนงำ เบื้องหน้าเบื้องหลังว่าเอื้อประโยชน์ให้ใครหรือไม่ ก็จะเป็นปมที่จะถูกนำไปขยายผลเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป
กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเริ่มต้นในวันนี้จึงเป็นมรสุมรุมเร้าที่รัฐบาลต้องฝ่าฟันต่อไป







