posttoday
วิกฤตหนี้กรีซยังไม่พ้นเหวปัจจัยเสี่ยงเยอะฉุดแผนแก้ส่อตกราง

วิกฤตหนี้กรีซยังไม่พ้นเหวปัจจัยเสี่ยงเยอะฉุดแผนแก้ส่อตกราง

22 กุมภาพันธ์ 2555

กลายเป็นข่าวดีตามความคาดหมายและมุ่งหวังของบรรดานักลงทุน นักวิเคราะห์ หรือแม้กระทั่งรัฐบาลกรีซ

กลายเป็นข่าวดีตามความคาดหมายและมุ่งหวังของบรรดานักลงทุน นักวิเคราะห์ หรือแม้กระทั่งรัฐบาลกรีซ

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

กลายเป็นข่าวดีตามความคาดหมายและมุ่งหวังของบรรดานักลงทุน นักวิเคราะห์ หรือแม้กระทั่งรัฐบาลกรีซ ทันทีที่ที่ประชุมรัฐมนตรีคลังสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งใช้เวลาหารือเคร่งเครียดยาวนาน 13 ชั่วโมง ก่อนเห็นชอบอนุมัติเงินช่วยเหลือรอบ 2 แก่กรีซ มูลค่า 1.3 แสนล้านยูโร (ราว 5.2 ล้านล้านบาท)

เป็นที่แน่นอนแล้วว่าประเทศกรีซสามารถดิ้นหนีชะตากรรมการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งจะนำไปสู่การล้มละลายครั้งใหญ่ของประเทศได้อย่างหวุดหวิด ด้วยความช่วยเหลือแบบจำยอมจากหลายฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อให้กรีซสามารถตัดลดปริมาณหนี้สาธารณะให้เหลืออยู่ที่ 120.5% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ภายในปี 2563 จากปัจจุบันซึ่งอยู่ในปริมาณที่สูงถึง 160% ต่อจีดีพี

สำหรับฝ่ายแรกสุดที่เกี่ยวข้องกับหนี้สาธารณะของกรีซชนิดที่ไม่อาจปฏิเสธได้ แถมท้ายด้วยการโดนปัดความรับผิดชอบเข้าใส่หน้าเต็มๆ ก็คือ บรรดาพีเอสไอ (Private Sector Involvement) หรือเจ้าหนี้ภาคเอกชนของกรีซ

ทั้งนี้ ภายใต้เป้าหมายการปรับโครงสร้างหนี้ให้เหลือ 120.5% ต่อจีดีพี ตามเงื่อนไขของเงินช่วยเหลือรอบ 2 ในครั้งนี้ เจ้าหนี้ภาคเอกชนทั้งหลายต้องยอมแบกรับการขาดทุนด้วยการปรับลดยอดหนี้มากกว่าข้อตกลงเดิมที่กำหนดกันไว้ก่อนหน้าที่ 50% มาอยู่ที่ 53.5%

วิกฤตหนี้กรีซยังไม่พ้นเหวปัจจัยเสี่ยงเยอะฉุดแผนแก้ส่อตกราง

การปรับลดยอดหนี้ดังกล่าว หมายความว่า เจ้าหนี้ภาคเอกชน ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือบรรดากองทุนเพื่อการลงทุนและธนาคารต่างๆยินยอมที่จะสวอปพันธบัตร หรือเปลี่ยนการถือครองพันธบัตรจากของเดิมที่มีอยู่มาเป็นพันธบัตรที่รัฐบาลกรีซจะออกมาใหม่โดยมีกำหนดระยะเวลาในการชำระเงินที่ยาวนานกว่าเดิม จาก10 ปี เป็น 20-30 ปี และมีอัตราดอกเบี้ยตอบแทนพันธบัตรที่น้อยลงกว่าเดิม ซึ่งจะอยู่ที่ 2% จนถึงปี 2558 3% จนถึงปี 2563 และหลังจากนั้นจะอยู่ที่ 4.3%

กระบวนการสวอปพันธบัตรนี้จะเริ่มต้นในวันที่ 8 มี.ค.นี้ และจะเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ครั้งสำคัญที่ทำให้กรีซไม่ต้องปวดหัวกับการหาเงินมาชำระหนี้มูลค่า 1.45 แสนล้านยูโร (8.41 ล้านล้านบาท) ตามกำหนดในวันที่ 20 มี.ค. ไปได้อีกสักพักใหญ่ๆ

อย่างไรก็ตาม การเสียสละที่เกิดขึ้นดูจะไม่เพียงพอต่อปริมาณหนี้สาธารณะของกรีซ ที่ใช้เวลาสะสมพอกพูนมาอย่างยาวนานมากกว่า 5 ปี จากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ

แต่ครั้นจะบีบให้เจ้าหนี้เอกชนรับภาระมากกว่านี้ ก็อาจมีการโวยวายสร้างประเด็นขัดแย้งขึ้นมาได้

ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือหาผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่จะรับบทผู้เสียสละได้ และบทบาทดังกล่าวในคราวนี้ก็ตกเป็นของธนาคารกลางแห่งยุโรป (อีซีบี) อีกครั้ง

หลังจากที่เคยช่วยแก้ปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะในภูมิภาค ด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลของประเทศที่มีปัญหา ทั้ง กรีซ ไอร์แลนด์ หรือโปรตุเกส มาคราวนี้ อีซีบีจัดหนักด้วยการนำกำไรจากโครงการช่วยเหลือเร่งด่วนที่เข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลกรีซในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาทั้งหมดช่วยรัฐบาลกรีซ ด้วยการจ่ายผ่านธนาคารกลางกรีซ เพื่อให้ธนาคารนำเงินไปให้รัฐบาลเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการหนี้สาธารณะของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ต่างเห็นตรงกันว่า เงินช่วยเหลือล่าสุดส่วนใหญ่จะนำมาใช้สำหรับการสวอปพันธบัตรและค้ำจุนเสถียรภาพของระบบการเงินของประเทศ โดยราว 3 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.2 ล้านล้านบาท) สำหรับเป็นยาหอมปลอบใจบรรดานักลงทุนเอกชนให้ยอมเข้าร่วมโครงการสวอปพันธบัตรด้วยความสมัครใจ ขณะที่ราว 2.3 หมื่นล้านยูโร (ราว 9.2 แสนล้านบาท) สำหรับการปรับปรุงโครงสร้างเงินทุนของเหล่าธนาคารกรีซ และอีกประมาณ 3.5 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.4 ล้านล้านบาท) หรืออาจมากกว่าสำหรับให้รัฐบาลกรีซซื้อคืนพันธบัตร

สำหรับในส่วนที่เหลืออยู่ นักวิเคราะห์เห็นตรงกันว่าน่าจะนำไปใช้สำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศกรีซโดยตรง

นอกจากเงินช่วยเหลือจำนวน 1.3 แสนล้านยูโร (ราว 5.2 ล้านล้านบาท) ที่กรีซจะได้รับจากอียูและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) แล้ว กรีซยังได้รับความร่วมมือจากเจ้าหนี้เอกชนที่ยอมตัดลดยอดหนี้ (Writedown) ที่ตัวเองถืออยู่ให้น้อยกว่ามูลค่าจริงอีกราว 1 แสนล้านยูโร (ราว 4 ล้านล้านบาท)

และยังไม่นับรวมบุคคลภายนอกไม่ว่าจะเป็นประเทศมหาอำนาจอันดับ 1 ทางเศรษฐกิจของโลกอย่างสหรัฐ ตลอดจนอันดับ 2 อย่างจีน และอันดับ 3 อย่างญี่ปุ่น ที่รับปากจะให้ความช่วยเหลือกรีซอย่างเต็มที่ผ่านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)

เบ็ดเสร็จโดยรวมแล้ว กรีซได้รับความช่วยเหลือเพื่อจัดการกับหนี้สาธารณะของตัวเองเป็นมูลค่าสูงถึง 2.3 แสนล้านยูโร (ราว 9.2ล้านล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม แม้จะได้รับความช่วยเหลือแบบจัดเต็มจากทุกฝ่าย แต่ใช่ว่ากรีซจะได้รับอยู่ฝ่ายเดียว เนื่องจากการช่วยเหลือในครั้งนี้ กรีซต้องแลกกับมาตรการรัดเข็มขัดสุดเข้มงวด ซึ่งจะยืดยาวต่อไปอีกหลายปี

หากถามว่ามาตรการรัดเข็มขัดมีฤทธิ์เดชมากเพียงใด ในวินาทีนี้คงไม่มีใครตอบคำถามได้ดีไปกว่าชาวกรีซทั่วประเทศ

เพราะลำพังแค่ช่วงที่รัฐบาลกรีซใช้แผนรัดเข็มขัดตามเงื่อนไขของเงินช่วยเหลือรอบที่ 1 เมื่อปี 2553 หรือราวๆ 24 เดือน อัตราคนว่างงานในกรีซพุ่งทำสถิติใหม่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเศรษฐกิจของประเทศต้องประสบกับภาวะถดถอยยาวนานอย่างน้อยไปอีก 4 ปี

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ประชาคมโลกจะได้เห็นชาวกรีซออกมาประท้วงต่อต้านนโยบายรัดเข็มขัดของรัฐบาลอย่างเอาเป็นเอาตาย เนื่องจากในมุมมองของชาวกรีซหากรัฐบาลเดินหน้าใช้นโยบายรัดเข็มขัดที่หินกว่าเดิม คนว่างงานทั่วประเทศก็จะมีมากขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจภาคการผลิตสินค้าและบริการต้องซึมเซายาวต่อไปอีกหลายปี

หรือจะสรุปได้ว่าแผนรัดเข็มขัดที่รัฐบาลกรีซต้องนำมาใช้ แม้จะช่วยให้สามารถลดจำนวนหนี้สาธารณะลงได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ช่วยให้เศรษฐกิจโตพอที่จะพ้นจากวงจรหนี้ได้อย่างถาวร

ทว่าปัญหาก็อยู่ตรงที่ว่า ถ้าจะช่วยให้เศรษฐกิจของกรีซเติบโต ก็ต้องปรับปรุงขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ผู้เชี่ยวชาญจากอียู อีซีบี และไอเอ็มเอฟ ต่างวิเคราะห์ตรงกันว่า การจะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะเวลาอันสั้น กรีซจำเป็นต้องลดค่าเงินจากภายใน ที่หมายรวมถึงการลดค่าแรง ซึ่งจะทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ที่สุด ปัญหาของกรีซก็ไม่ต่างอะไรกับการพายเรือวนอยู่ในอ่างหาทางออกไม่เจอ ไปไหนต่อไม่ได้

ยิ่งเมื่อบวกกับสภาพการเมืองภายในที่ไม่มีเสถียรภาพ อันมีปัจจัยสำคัญมาจากการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นภายในเดือน เม.ย.นี้ ที่หลายฝ่ายเกรงว่าจะส่งผลให้แผนปฏิรูปประเทศ เช่น นโยบายการคลังของรัฐ และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจล่าช้า

ปัญหาหนี้กรีซจึงส่อแววกำเริบแสดงอาการได้อีกทุกเมื่อ

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งยังเห็นว่าแผนการช่วยเหลือกรีซ ทั้งการยอมปรับโครงสร้างหนี้ของเจ้าหนี้ ทั้งการให้เงินช่วยของอียูกับไอเอ็มเอฟ หรือกระทั่งการยอมสละกำไรของอีซีบี ก็ใช่ว่าจะสามารถทำให้หนี้สาธารณะของกรีซลดลงตามที่คำนวณเอาไว้ได้

เพราะสถานการณ์กรีซตามความเป็นจริงที่เป็นอยู่ผูกพันทับซ้อนกับปัจจัยและเงื่อนไขต่างๆ อยู่ค่อนข้างมาก

ทั้งนี้ หากไม่นับรวมปัจจัยการเมืองที่จะทำให้แผนปฏิรูปล่าช้าจนทำให้แผนช่วยเหลือที่อียู อีซีบี และไอเอ็มเอฟ วาดฝันไว้ไปไม่ถึงฝั่งฝันแล้ว

ยังมีเงื่อนไขอื่นๆ มากมายที่รัฐบาลกรีซจะต้องตอบโจทย์ให้ได้เพื่อความอยู่รอด

อันดับแรกสุดก็คือ จำนวนเจ้าหนี้ที่จะร่วมลงขันเข้าซื้อพันธบัตรของกรีซในอนาคตต่อจากนี้ต้องไม่ต่ำกว่า 95% เพราะทุกๆ 5% ของจำนวนเจ้าหนี้ที่ลดหายไปจะหมายถึงหนี้ต่อจีดีพีในปี 2563 ที่เพิ่มขึ้น 2%

ต่อมาก็คือดุลการคลังเบื้องต้นของรัฐบาล หรือก็คือรายได้ของรัฐบาลกรีซ ที่หากนับจากนี้ไม่เพิ่มสูงเกิน 2.5% หนี้สาธารณะของกรีซก็จะยังคงเพิ่มสูงขึ้นต่อไป

ขณะเดียวกัน ปัจจัยเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจของกรีซซึ่งถ้าโตต่อเนื่อง 1% ทุกปี หนี้สาธารณะของกรีซก็จะลดลงเหลือ 116% ต่อจีดีพี ภายในปี 2563 แน่ ถ้าเศรษฐกิจไม่โต หนี้ของกรีซก็จะพุ่งไปอยู่ที่ 143% ต่อจีดีพี

อันดับสุดท้าย ก็คือการแปรรูปรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลกรีซ ในกรณีที่สามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ หนี้สาธารณะของกรีซจะลดลงได้ก็ต่อเมื่อรายได้หลังการแปรรูปจะต้องสูงถึง 4.6 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.84 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2563 ไม่เช่นนั้นหนี้สาธารณะของกรีซก็จะยังคงอยู่ในระดับที่ 148% ต่อจีดีพี มากกว่าเป้าหมายที่อยู่ที่ 120% ต่อจีดีพี

สรุปให้เข้าใจง่ายก็คือว่า แผนการแก้ปัญหาที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งอียู อีซีบี และไอเอ็มเอฟ วาดหวังว่าจะแก้ปัญหาหนี้สาธารณะของกรีซอย่างถาวรได้นั้น ผูกติดอยู่กับเงื่อนไขที่ไม่อาจควบคุมได้แทบทั้งสิ้น

แน่นอนว่า บทสรุปของวิกฤตหนี้สาธารณะของกรีซในคราวนี้ย่อมเป็นข่าวดีอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ก็เป็นข่าวดีที่ทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่อาจจะละสายตาหรือแกล้งทำเมินไปจากกรีซได้อีกแล้วเช่นกัน  

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท