
รวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตุ๋นเงินแม่ค้ารีดค่าไถ่ลูก
จับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตุ๋นแม่ค้าเสื้อผ้า อ้างลูกถูกอุ้มรีดค่าไถ่ สูญ 2 แสน โชคดีไหวตัวทัน อีก 4 แสน ได้อายัดทัน
จับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตุ๋นแม่ค้าเสื้อผ้า อ้างลูกถูกอุ้มรีดค่าไถ่ สูญ 2 แสน โชคดีไหวตัวทัน อีก 4 แสน ได้อายัดทัน
ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผบก.ป. พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.ณัฐกร ประภายนต์ ผกก.2 บก.ป. พ.ต.ต.กริช วรทัต สว.กก.2 บก.ป.พร้อมคณะ แถลงข่าวจับกุม นายสุพจน์ พรหมบุตร อายุ 21 ปี นายพรเทพ วชิรโกมล อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 14/1109 หมู่ 13 ต.บางบัวทอง อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี และนายอาขวา แซ่ลี อายุ 25 ปี อยู่เลขที่ 289 หมู่ 2 ต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหา ร่วมกันฉ้อโกง กรรโชกทรัพย์ และใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบในประการที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน พร้อมของกลางเงินสด 20,000 บาท โดยจับกุม นายอาขวา ได้ที่บ้านเลขที่ 437 หมู่ 1 ต.แม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นางยมภรณ์ จิตรบรรเทา อายุ 38 ปี แม่ค้าเสื้อผ้าที่ห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง อยู่บ้านเลขที่ 200 /241 หมู่ 1 ต.หลักหก อ.เมือง จ.ปทุมธานี ผู้เสียหาย ได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน บก.ป.ว่า ถูกชายลึกลับโทรศัพท์เข้ามาที่บอกว่าบุตรชาย คือ นายศุภกรณ์ ตั้งวงศ์เจริญ หรือน้องแบงก์ อายุ 16 ปี เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตปทุมวัน ถูกจับเรียกค่าไถ่ โดยอ้างว่าบุตรชายไปค้ำประกันเงินให้เพื่อน 6 แสนบาท ระหว่างนั้นก็ได้ยินเสียงคล้ายบุตรชายร้องขอความช่วยเหลือ และบอกว่าถูกจับอยู่ในรถตู้ โดยคนร้ายบอกว่าต้องโอนเงินมาชดใช้ 6 แสนบาท หากไม่ทำตามจะตัดแขนและขาบุตรชาย นอกจากนี้ยังขู่ว่าห้ามปิดโทรศัพท์ และไม่ให้นำเรื่องไปบอกใคร ด้วยความตกใจและเกรงว่าบุตรชายจะได้รับอันตรายผู้เสียหายจึงรีบทำตามที่คนร้ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่แอบอ้างกุเรื่องโดยโอนเงินเป็นค่าไถ่ตัวบุตรชายผ่านบัญชีธนาคารกรุงเทพ สาขาถนนพัฒนาการ จำนวน 2 แสนบาท
ผู้เสียหาย ให้การด้วยว่า สำหรับเงินส่วนที่เหลืออีก 4 แสนบาท ได้โอนที่บัญชีธนาคารกรุงเทพ สาขางามวงศ์วาน แต่ระหว่างนั้นญาติๆ ตนทราบเรื่องถึงรู้ว่าน่าจะถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกลวงเพราะบุตรชายก็ไม่ได้ถูกอุ้มตัวไปเรียกค่าไถ่แต่อย่างใด ทางญาติจึงรีบติดต่อไปยังธนาคารกรุงเทพ ขออายัดเงินจำนวน 4 แสนบาท ที่เพิ่งโอนไปและอายัดเงินจำนวนดังกล่าวไว้ได้ทัน ก่อนจะรีบพากันเข้าแจ้งความดำเนินคดีที่ บก.ป.
พล.ต.ต.สุพิศาล กล่าวว่า ภายหลังได้รับเรื่องตนได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ณัฐกร นำชุดสืบสวนออกติดตามกลุ่มคนร้ายโดยเริ่มต้นจากชื่อเจ้าของบัญชีเงินฝากที่ผู้เสียหายโอนเงินไปให้ คือ นายสุพจน์ ซึ่งมีนายพรเทพ เป็นผู้ว่าจ้างให้เปิดบัญชีธนาคารเอาไว้ จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ขยายผลจนพบว่าทั้งสองนำบัญชีเงินฝากและบัตรเอทีเอ็ม ไปให้กับนายอาขวา หรือตี๋ แซ่ลี เมื่อมีการประสานตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดที่ตู้เอทีเอ็มธนาคารกรุงไทย รพ.แม่ฟ้าหลวง จึงพบว่าคนร้ายมีลักษณะคล้ายนายอาขวา เป็นผู้กดเงินออกจากบัญชี จึงรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับและติดตามจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 3 ไว้ได้ดังกล่าว
พล.ต.ต.สุพิศาล กล่าวต่อว่า สำหรับคนร้ายกลุ่มนี้มีพฤติการณ์ที่คล้ายคลึงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวต่างชาติเหมือนเป็น “เฟรนไชส์คอลเซ็นเตอร์” โดยยังมีผู้ร่วมกระทำความผิดประกอบด้วย นายปิยพงษ์ อริยานนท์ อายุ 22 ปี หัวหน้าแก๊ง น.ส.วิภาวาณี แซ่เจ้า อายุ 28 ปี น.ส.นิตยา แซ่เจ้า อายุ 22 ปี และชายไม่ทราบชื่อซึ่งเป็นสามีของ น.ส.นิตยา โดยทั้งหมดเจ้าหน้าที่ได้เร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับแล้ว
ผบก.ป.กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ได้ประสานการทำงานร่วมกับทางธนาคารพาณิชย์ต่างๆ เพื่อตรวจสอบการทำธุรกรรมของบัญชีเงินฝากต้องสงสัยที่มีความเคลื่อนไหวทางบัญชีเป็นที่ผิดสังเกตุ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ตนต้องฝากไปยังพ่อแม่ผู้ปกครอง ทั้งที่มีบุตรหลานอยู่ในและต่างประเทศให้พึงระวังเมื่อมีโทรศัพท์จากบุคคลที่ไม่รู้จักขอให้ตั้งสติ และพยายามติดต่อกับบุคคลรอบข้าง เพราะปัจจุบันมิจฉาชีพมีการแอบอ้างและใช้วิธีการในการหลอกลวงหลากหลายวิธีเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้
จากการสอบสวน นายอาขวา ให้การรับสารภาพว่า มีหน้าที่เป็นผู้ถอนเงินออกจากบัญชีที่มีเหยื่อหลงเชื่อโอนเงินเข้ามาให้เท่านั้นแต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโทรศัพท์ไปหลอกลวงผู้เสียหาย ที่ผ่านมาได้ไปกดเงินจากตู้เอทีเอ็ม รวม 2 ครั้ง ก่อนจะนำเงินที่ได้มาไปมอบให้กับนายปิยพงษ์ ซึ่งตนจะได้รับเงินส่วนแบ่งจำนวน 2 หมื่นบาท ทั้งนี้ ชุดจับกุมได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี พร้อมกับเร่งขยายผลติดตามตัวผู้ร่วมกระทำความผิดที่เหลือมาดำเนินคดีต่อไป โดยในส่วนของนายปิยพงษ์ เจ้าหน้าที่พบประวัติเคยถูกตำรวจ สภ.แม่ฟ้าหลวง ดำเนินคดีข้อหาค้ายาเสพติด และตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฉ้อโกงในท้องที่ สภ.เตาปูน อีกด้วย







