
ปิดบริษัทประกันชีวิต วิกฤตศรัทธาคปภ.
8...ทีมข่าวประกัน
นับเป็นเวลานานหลายปีแล้ว ที่ธุรกิจประกันชีวิตไม่มีข่าวคราวความอ่อนแอจนทางการต้องเข้ายึดกิจการเพื่อไม่ให้ความเสียหายขยายวงกว้างออกไป
ล่าสุด ทางกระทรวงการคลัง ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ไปพิจารณาให้ดี ก่อนที่จะปล่อยให้บริษัท ฟินันซ่าประกันชีวิต ยังเปิดดำเนินกิจการต่อไป เนื่องจากแผนการฟื้นฟูกิจการไม่ผ่าน เพราะไม่สามารถเพิ่มทุนได้ หากยังปล่อยให้เปิดกิจการต่อไปอาจจะทำให้ประชาชนได้รับความเสียหายซึ่งระหว่างนี้อยู่ในกระบวนการพิจารณาของประธานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) ซึ่งอาจจะเซ็นอนุมัติให้เข้าควบคุมกิจการจริง หรือ ให้เวลาฟินันซ่าประกันชีวิต ได้มีเวลาแก้ตัวอีกรอบ?
แต่ความจริงที่ปรากฏแน่ชัดในปัจจุบัน คือ บริษัท ฟินันซ่าประกันชีวิต เงินกองทุนขาดจำนวนมหึมาถึง 1,034.87 ล้านบาท และบริษัท ลิเบอร์ตี้ประกันภัย เงินกองทุนขาด 134.72 ล้านบาท ประจานการทำงานกำกับดูแลของ คปภ. ที่ไม่อาจปฏิเสธความอ่อนแอในแง่การตามติดให้บริษัทประกันภัยและประกันชีวิตปฏิบัติตามกฎหมายที่กุมอยู่ในมือได้
ปัญหาของทั้งสองบริษัทเรื้อรังมาตั้งแต่ปี 2548 สมัยยังเป็นกรมการประกันภัย สังกัดกระทรวงพาณิชย์ จึงไม่อาจปัดความรับผิดชอบได้ เพราะการแยกตัวออกมาเป็นหน่วยงานอิสระ ภายใต้ชื่อ คปภ. บุคลากรเกือบ 100% ถูกโอนย้ายมาจากกรมการประกันภัยเดิม
คำถามมีต่อว่า นอกจาก 2 บริษัทนี้แล้ว จะมีบริษัทประกันรายอื่นๆ ที่เงินกองทุนขาด โผล่มาอีกหรือไม่?
คำตอบ มีความเป็นไปได้น้อยที่บริษัทประกันภัยจะประสบปัญหาเงินกองทุนขาด หรือต่ำกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด หาก คปภ. ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์การกำกับแนวใหม่อย่างเคร่งครัด
สำหรับเกณฑ์ใหม่ที่นำมาใช้ตั้งแต่ปี 2551 คือ การกำหนดให้ดำรงเงินกองทุนที่ระดับ 150% จากเดิมให้บริษัทประกันวินาศภัยดำรงเงินกองทุนขั้นต่ำ 10% สำหรับเบี้ยประกันภัยรับรวมในปีที่ผ่านมา หรือ 30 ล้านบาท และให้บริษัทประกันชีวิตดำรงเงินกองทุน 2% หรือ 50 ล้านบาท
นั่นหมายความว่า บริษัทประกันวินาศภัยจะต้องรักษาระดับเงินกองทุนให้อยู่ในระดับ 45 ล้านบาท และบริษัทประกันชีวิตต้องรักษาระดับเงินกองทุนไม่ให้ต่ำกว่า 75 ล้านบาท ตลอดเวลา
หากบริษัทใดที่เงินกองทุนต่ำกว่า 150% และมีการตั้งสำรองไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่ คปภ. กำหนด จะได้รับคำเตือนล่วงหน้าให้ต้องปฏิบัติให้ได้ตามเกณฑ์ และทาง คปภ. จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบบัญชีทุกเดือน หากยังฝ่าฝืนจะไม่ให้ขยายกิจการ และถ้าเงินกองทุนติดลบ จะประกาศรายชื่อทางเว็บไซต์ของ คปภ. และสั่งให้หยุดขยายธุรกิจเป็นการชั่วคราว
กฎหมายให้อำนาจ คปภ. ประกาศรายชื่อบริษัทที่มีเงินกองทุนติดลบได้ เพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อเดือน ก.ย. 2552 ที่ผ่านมา จากเดิมที่ให้เพียงประกาศรายชื่อบริษัทที่ถูกสั่งปรับกรณีไม่สามารถเพิ่มทุนได้ตามเวลาที่กำหนด และถูกสั่งปรับกรณีจ่ายสินไหมทดแทนล่าช้าจนเข้าข่ายประวิงสินไหม
การเปิดเผยชื่อนี้ก็เพื่อหวังประจานและให้ลูกค้าได้รู้ตัวว่าควรจะซื้อประกันกับบริษัทเหล่านี้หรือไม่
นอกจากนี้ ตามเกณฑ์การกำกับดูแลแบบใหม่ ทาง คปภ. ยังติดตามฐานะการเงินของบริษัทประกันอย่างรอบด้านและเข้มงวดขึ้น ไม่ได้พิจารณาจากเงินกองทุนขั้นต่ำเพียงอย่างเดียว โดยให้ทุกบริษัทดำรงเงินกองทุนตามความเสี่ยงในแต่ละประเภท (RBC) ซึ่งปี 2553 นี้ เป็นปีแรกที่ทุกบริษัทจะต้องทดลองดำรงเงินกองทุนตามเกณฑ์ RBC เพื่อเตรียมตัวนำมาใช้จริงในปี 2554 ซึ่งมีการจัดระดับความเสี่ยงที่ชัดเจนมากขึ้น เช่น การลงทุนในหุ้น จะต้องตั้งสำรองไว้ 16% ถ้ามีเงินลงทุนในหุ้น 100 บาท ต้องสำรองไว้ 16 บาท เป็นต้น จากเดิมจะดูฐานะการเงินแบบภาพรวม
รวมถึง คปภ. กำลังผลักดันเรื่องการบริหารจัดการความเสี่ยง (ERM) เพื่อให้เป็นไปตามประกาศที่ออกมาเมื่อปลายปี 2551 โดยสั่งให้บริษัทประกันวินาศภัยจะต้องนำส่งแผนธุรกิจ 3 ปีล่วงหน้าให้ คปภ. พิจารณาอนุมัติ ภายในไตรมาสแรกของปี เพื่อดูว่าบริษัทมีแผนการบริหารความเสี่ยงที่เป็นไปตามเกณฑ์ของ คปภ. หรือหากมีการเปลี่ยนแปลงแผนธุรกิจในภายหลังจะต้องนำส่งให้ คปภ. พิจารณาภายใน 1 เดือนนับจากผู้บริหารทำการเปลี่ยนแปลง
สำหรับแผนธุรกิจที่จะต้องจัดส่ง ประกอบด้วย ทิศทางการขยายงาน ซึ่งแต่ละบริษัทจะต้องวิเคราะห์สภาวะอุตสาหกรรมและสภาพตลาดประกันภัย การแบ่งส่วนตลาด และ ส่วนแบ่งทางการตลาด แนวโน้มทางการตลาด และตลาดเป้าหมาย พร้อมกับ กำหนดอัตราการเจริญเติบโตของบริษัท และแผนในการรองรับการขยายงานของบริษัท เพราะในอดีตที่ผ่านมามีหลายบริษัทเน้นทำการขยายตลาดอย่างรวดเร็ว โดยขาดแผนรองรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ทำให้ขาดสภาพคล่องนอกจากนี้ จะต้องรายงานนโยบายการบริหารความเสี่ยงของบริษัทอย่างละเอียด ทั้งเหตุที่มาของความเสี่ยง ประเภทของความเสี่ยง ระดับความเสี่ยงที่บริษัทยอมรับได้ การประเมินและจัดลำดับความเสี่ยง การจัดการความเสี่ยง กระบวนการติดตามดูแลความเสี่ยง และการสื่อสารนโยบายและการนำไปปฏิบัติ ซึ่งกรณีนี้ต้องใช้ความเป็นมืออาชีพจึงจะสามารถกำหนดความเสี่ยงที่สอดคล้องกับความเป็นจริง จากอดีตที่ใช้เพียงประมาณการ
จากนโยบายดังกล่าวของ คปภ. จะทำให้ทราบล่วงหน้าว่าแต่ละบริษัทมีแผนธุรกิจ 3 ปีข้างหน้าอย่างไร อยู่ภายใต้ความเป็นไปได้หรือไม่ หากไม่สอดคล้องกับเงินกองทุน และความเสี่ยง ก็จะสั่งให้ทำการปรับปรุงแผนใหม่ สามารถป้องกันการกำหนดนโยบายที่ผิดพลาดได้ในระดับหนึ่ง
แต่เกณฑ์ที่เข้มงวดก็จะเป็นแค่กระดาษ หากคนที่รับผิดชอบไม่ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ยังหลับตาข้างหนึ่งและเห็นอกเห็นใจเจ้าของบริษัทประกันมากกว่าประชาชน
อาจจะกล่าวได้ว่า หาก คปภ. ไม่เข้ามาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง การเข้มงวดให้ดำเนินการปิดบริษัทประกันชีวิตที่อ่อนแอคงจะยาก
เนื่องจาก ในอดีตที่ผ่านมาพบว่า บริษัทประกันวินาศภัยที่ล้ม และ ปิดกิจการ ทำให้ลูกค้าเดือดร้อน ล้วนมีสาเหตุเดียวกันคือ มีการขยายธุรกิจอย่างรวดเร็ว เงินสำรองไม่เพียงพอ กำหนดอัตราราคาเบี้ยประกันภัยที่ต่ำกว่าคู่แข่งเพื่อแย่งชิงตลาด ไม่มีการควบคุมภายในหรือระบบการตรวจสอบไม่ดี ขยายธุรกิจไปยังตลาดที่ไม่มีความเชี่ยวชาญ การบริหารที่ผิดพลาด และทำรายงานเท็จ
คปภ. จะสามารถกำกับดูแลให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัทประกันภัย เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับประชาชน และคุ้มครองประชาชนถูกเอาเปรียบจากผู้ประกอบการ ตามที่ได้วางไว้ เพื่อลบล้างภาพเก่าๆ ที่มีการผ่อนปรนให้กับบริษัทประกันมากเกินไป ปล่อยให้ปัญหาเงินกองทุนขาดคาราคาซังมาร่วม 5 ปี แล้วยังปล่อยให้ขายประกันให้กับลูกค้ารายใหม่เพราะหวังว่าสักวันฐานะบริษัทประกันคงดีขึ้น แต่สุดท้ายก็ไม่อาจสลัดปัญหาทิ้งได้ จนต้องประกาศสั่งห้ามบริษัท ฟินันซ่าประกันชีวิต และอาจต้องเข้าควบคุมกิจการในที่สุด







