posttoday
ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนน่ากลัวหรือให้ประโยชน์

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนน่ากลัวหรือให้ประโยชน์

03 มีนาคม 2553

....พวงรัตนื อัศวพิศิษฐ์

ความตกลงทางการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA : ASEAN Trade in Goods Agreement) ซึ่งจะเป็นสาขาหนึ่งที่ปูทางไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC : ASEAN Economic Community) ก็เหมือนกับเหรียญสองด้าน ด้านหนึ่งมีความน่ากลัว/ผลกระทบ ต่อธุรกิจภายในประเทศ อีกด้านหนึ่งเป็นช่องทางโอกาสที่จะอำนวยประโยชน์ให้กับธุรกิจของไทย ขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจใดจะไปตกอยู่ที่หน้าไหนของเหรียญ

ความน่ากลัวนั้นไม่ใช่เฉพาะว่าฝ่ายไทยไปเปิดตลาดโดยการลด/ยกเลิกภาษีนำเข้า และมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีให้กับสมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศ และอาเซียนใหม่ 4 ประเทศมากน้อยเพียงใด แต่ยังอยู่ที่สมาชิกอาเซียนอื่นๆ ทั้งที่เป็นอาเซียนเดิมและอาเซียนใหม่ได้ลด/ยกเลิกภาษีนำเข้า และมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีแก่ไทยมากน้อยเพียงใดด้วย เพราะแน่นอนว่าในปี 2553 ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา อาเซียนเดิม 6 ประเทศจะต้องลดภาษีในบัญชีลดภาษีลงมาเป็นร้อยละ 0 ทุกรายการ และสำหรับไทยได้ปรับลดภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าในบัญชีลดภาษีลงเป็นร้อยละ 0 สำหรับสินค้า 6,643 รายการ จากทั้งหมด 8,301 รายการ หรือประมาณร้อยละ 80 ของสินค้าในบัญชีลดภาษีตั้งแต่ปี 2550 แล้ว ดังนั้นถ้าเกิดผลกระทบจากการนำเข้ามาแข่งในปี 2553 นี้ ผู้ผลิตหลายรายก็จะรู้สึกแล้ว แต่อีกด้านหนึ่งคือสินค้าที่เหลืออยู่นอกบัญชีลดภาษีของแต่ละประเทศมีอยู่มากน้อยเพียงใด ทั้งที่อยู่ในบัญชีอ่อนไหว และบัญชียกเว้นทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับของไทย ซึ่งมีอยู่เพียง 4 รายการ คือ กาแฟ มะพร้าวแห้ง ไม้ตัดดอก และมันฝรั่ง

หากประเทศอาเซียนอื่นๆ โดยเฉพาะอาเซียนเดิม ไม่ลดภาษีโดยคงไว้ในบัญชียกเว้นทั่วไปหรือบัญชีอ่อนไหว ขณะที่ไทยลดภาษีนำเข้าสินค้านั้นเป็นศูนย์ ตลอดจนยกเลิกมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ความได้เปรียบเสียเปรียบย่อมเกิดขึ้น และถ้าสินค้าของเอกชนรายใดไปตกอยู่ตรงแจ็กพอตนี้ ก็ยิ่งกว่าความน่ากลัวเสียอีก แต่หืดขึ้นคอกันทีเดียว เพราะคู่แข่งนั้นไม่ใช่เพียงผู้ผลิตในประเทศอาเซียนด้วยกัน แต่ยังเป็นการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในสมาชิกอาเซียนที่ไม่ได้ลดภาษีนำเข้าเพื่อใช้ประโยชน์จากการส่งออกมาไทยที่ภาษีนำเข้าเป็นศูนย์ การต่อสู้ที่เกิดขึ้นของนักธุรกิจไทยจึงต้องเป็นสองเท่า เพราะเพื่อรักษาฐานในตลาดไทย และยังเพื่อฝ่าฟันเข้าไปในประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นที่มีภาษีสูงกว่าด้วย

ตัวอย่างเช่น สินค้าผลไม้เมืองร้อน เช่น ทุเรียน อาเซียนเดิมบางประเทศยังมีอัตราภาษีนำเข้าร้อยละ 5 น้ำตาลบางประเทศถือว่าเป็นสินค้าที่มีความอ่อนไหวสูง และมีอัตราภาษีนำเข้าที่ร้อยละ 3040 หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ทั้งสมาชิกอาเซียนเดิม และสมาชิกอาเซียนใหม่บางประเทศถือว่าเป็นสินค้ายกเว้นทั่วไป มีอัตราภาษีนำเข้าที่ร้อยละ 5150

ตามเนื้อหาสาระของความตกลง คงจะมี 3 ประเด็นหลักๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ คือ ประการแรก แม้จะเป็นสินค้าที่มีความอ่อนไหวแต่ในที่สุดก็ต้องลดภาษีนำเข้าลงเป็นศูนย์ เพียงแต่มีระยะเวลาการลดที่นานกว่าสินค้าปกติ ประการที่สอง คือ ถ้าเป็นสินค้าที่จะยกเว้นทั่วไปก็ต้องเข้ากฎเกณฑ์ของความตกลงว่าด้วยการค้าและภาษีศุลกากรที่เรียกว่า แกตต์ ฉบับ 1947 (GATT : General Agreement on Tariffs and Trade 1947) ซึ่งอยู่ภายใต้ความตกลงองค์การการค้าโลก (WTO : World Trade Organization) โดยมาตรา 20 ของแกตต์ยอมให้มีการใช้มาตรการจำกัดการนำเข้าได้ หากเพื่อความจำเป็นในการคุ้มครองศีลธรรมอันดีของสาธารณชน คุ้มครองชีวิต และสุขภาพของมนุษย์ พืช และสัตว์ หรือเพื่อการสงวนทรัพยากรธรรมชาติที่หายาก กำลังจะหมดไป เป็นต้น และประการที่สาม เป็นข้อกำหนดหนึ่งที่มีมานานแล้ว โดยกำหนดไว้ในระบบการให้สิทธิพิเศษทางการค้าของอาเซียน (CEPT : Common Effective Preferential Tariffs) กล่าวคือ หากประเทศสมาชิกใดยังลดภาษีนำเข้าลงมาไม่ถึงร้อยละ 20 ก็จะไม่มีสิทธิได้ประโยชน์จากการที่ประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ลดภาษีลงต่ำกว่าร้อยละ 20 แล้ว กฎเกณฑ์นี้น่าจะยังนำมาใช้ได้อยู่สำหรับประเทศที่ไม่ลดภาษีนำเข้าลงเป็นร้อยละ 20 เช่น กรณีของน้ำตาล หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางประเภท ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบกันมากจนเกินไป

จึงเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของรัฐจะต้องติดตามตรวจสอบ ตลอดจนผลักดันทวงถามให้มีการปฏิบัติตามความตกลงอย่างเคร่งครัด เช่น หากจะอ้างมาตรา 20 ของความตกลงแกตต์ก็ต้องดูว่าภายในประเทศเขาปฏิบัติกันอย่างไร มีการผลิตและบริโภคในประเทศหรือไม่ มากน้อยเพียงใด กรณีเช่นนี้ไทยเคยห้ามนำเข้าบุหรี่โดยอ้างมาตรา 20 ของแกตต์มาแล้ว แต่ในที่สุดก็ต้องเปิดให้มีการนำเข้า เมื่อสหรัฐฟ้องไทยใน WTO ตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นแกตต์ เพราะไทยมีการผลิตในประเทศจึงไม่สามารถอ้างเหตุผลทางด้านสุขภาพมนุษย์ หรือเหตุผลด้านศีลธรรมอันดีของสาธารณชน หรือเหตุผลอื่นๆ ตามมาตรา 20 ได้ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ควรเฝ้าระวังไม่ให้มีการใช้ช่องโหว่ของความตกลงด้วย เช่น ในฐานะสมาชิกใหม่ของอาเซียนอาจขอแต้มต่อ ให้ลดภาษีสินค้าบางชนิดเป็นร้อยละ 0 ได้ ก็ควรจะดูว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศใหม่เหล่านั้นไม่ต้องลดภาษีลงต่ำกว่าร้อยละ 20 ก็สามารถได้ประโยชน์จากการไม่เก็บภาษีของไทยหรือไม่ และจะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในประเทศมากน้อยเพียงใด

หรือหากรัฐจะหันมาให้ความช่วยเหลืออุตสาหกรรมภายในก็ควรเลือกมาตรการที่เป็นสากล เช่น มาตรการด้านสุขอนามัย หรือมาตรการตอบโต้ความไม่เป็นธรรมทางการค้าต่างๆ แต่ควรหารือกับธุรกิจเป็นกรณีๆ ไป เพราะผลกระทบที่เกิดกับธุรกิจต่างกันย่อมจะต่างกันไป ที่สำคัญคืออย่าให้มาตรการช่วยเหลือกลายเป็นมาตรการที่ซ้ำเติมธุรกิจภายในของไทย

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ