posttoday
ย้อนรอย3ยุคชี้ชะตาพรก.

ย้อนรอย3ยุคชี้ชะตาพรก.

21 กุมภาพันธ์ 2555

สาระสำคัญในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คือ พ.ร.ก.ทั้ง 4 ฉบับล้วนมีเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ

สาระสำคัญในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คือ พ.ร.ก.ทั้ง 4 ฉบับล้วนมีเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

22 ก.พ.นี้องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้นัดฟังคำวินิจฉัยว่าพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศพ.ศ.2555 และพ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินพ.ศ.2555 เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ2550มาตรา 184 วรรค1และ2 หรือไม่

ย้อนรอย3ยุคชี้ชะตาพรก. องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

พ.ร.ก.ทั้ง 2 ฉบับนี้เป็นที่ได้รับความสนใจของสังคมอย่างเห็นได้ชัดเพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับประชาชนทั้งโดยทางตรงและอ้อม พ.ร.ก.ฉบับหนึ่งเป็นกลไกสำคัญของการวางระบบบริหารน้ำท่วม อีกฉบับหนึ่งเป็นการโอนหนี้จากกระเป๋าซ้ายมากระเป๋าขวาท่ามกลางการจับตาว่าประชาชนต้องแบกรับปัญหาผ่านระบบดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงขึ้น สวนทางกับดอกเบี้ยเงินฝากที่ลดลงหรือไม่

แน่นอนว่าต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีเสียงเกิน 2ใน3 หรือ 6 ขึ้นไปจากทั้งหมด 9 คน ให้พ.ร.ก.ทั้ง2ฉบับขัดกับรัฐธรรมนูญ ถึงอย่างไรรัฐบาลคงเดินหน้าตราเป็นพ.ร.บ.และใช้เสียงข้างมากให้รัฐสภาผ่านพ.ร.ก.อยู่ดี แต่ก็เป็นเพียงสถานะการดำรงอยู่ในสถานะรัฐบาลแบบคนตายแล้วทั้งเป็น เพราะในทางการเมืองรัฐบาลได้สิ้นสุดความเป็นชอบธรรมไปแล้วนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองย้อนกลับไปนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 ปรากฎว่าพ.ร.ก.สำคัญหลายฉบับซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชน ยังไม่มีฉบับใดที่ไม่ผ่านการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

เริ่มกันที่ พ.ศ.2541 สมัยรัฐบาล ‘ชวน หลีกภัย’ ได้อออกพ.ร.ก.4 ฉบับโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ หรือ ต้มยำกุ้ง ประกอบด้วย 1.พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินจากต่างประเทศเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ พ.ศ.2541 2.พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินพ.ศ.2541 3.พ.ร.ก.กำหนดแก้ไขเติมพ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทยพ.ศ.2485 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2540 พ.ศ.2541 และ 4.พ.ร.บ.บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 

เวลานั้น ‘พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ’ หัวหน้าพรรคความหวังใหม่ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน พร้อมด้วยสส.จำนวนหนึ่งได้ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาพ.ร.ก.ดังกล่าวขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 218 หรือไม่ ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญในยุคของ ‘เชาวน์ สายเชื้อ’ ได้มีคำวินิจฉัยที่ 1/2541 ลงวันที่ 23 พ.ค.2541 ลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า พ.ร.ก.ทั้ง 4 ฉบับ ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญแต่ประการใด

สาระสำคัญในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คือ "พ.ร.ก.ทั้ง 4 ฉบับล้วนแต่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการแก้ปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจทั้งสิ้น เพื่อเสริมสร้างสภาพคล่องทางเศรษฐกิจที่มีปัญหา เป็นการเพิ่มทุนและให้อำนาจในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่สถาบันการเงินที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ ถือได้ว่าเป็นกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ"

ต่อมา พ.ศ.2546 ภายหลังพรรคประชาธิปัตย์กลับมาเป็นฝ่ายค้าน ภายใต้นำของ ‘ชวน หลีกภัย’ ได้ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญที่มี ‘กระมล ทองธรรมชาติ’ เป็นประธาน พิจารณาวินิจฉัยพ.ร.ก.ทางเงินที่ตราโดยรัฐบาลของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เช่นกัน

ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 14/2546 ลงวันที่ 1 พ.ค.2546 โดยมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ว่าพ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตพ.ศ.2527 (ฉบับที่4) พ.ศ.254 6และ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตพ.ศ.2527 ที่ตราขึ้นเพื่อบรรเทาปัญหาเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติทางการเงินตั้งแต่พ.ศ.2540 ไม่ขัดกับมาตรา 218 ของรัฐธรรมนูญ

แม้ว่าจะมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 6 คนลงความเห็นว่าพ.ร.ก.ขัดกับรัฐธรรมนูญ แต่มีเสียงไม่ถึง 2ใน3หรือ 8 คนขึ้นไป ทำให้ให้พ.ร.ก.ทั้ง2 ฉบับสามารถบังคับใช้เป็นกฎหมายได้

ประเด็นของการให้พ.ร.ก.2ฉบับนี้ผ่านอยู่ที่การระบุว่า "ประเทศไทยได้ประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรงอันเป็นผลมาจากวิกฤติการณ์ทางการเงินเมื่อปี 2540 เมื่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศยังไม่มีความมั่นคง และพ.ร.ก.ซึ่งมีบทบัญญัติในการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตอันเป็นเครื่องมือในการจัดเก็บรายได้ ย่อมส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของรายได้ของรัฐ และส่งผลดีต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ"

เช่นเดียวกับ พ.ศ.2547 ‘บัญญัติ บรรทัดฐาน’ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมด้วยสส.ฝ่ายค้าน ได้ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่า พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาพ.ศ.2546 และ พ.ร.ก.กำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพ.ศ.2546 ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่เช่นกัน

โดยพ.ร.ก.ดังกล่าวของคณะรัฐมนตรีพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการดำเนินการตามพันธกิจหลังจากไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเซีย-แปซิฟิค" หรือ "เอเปค" (ASIA-PACIFIC Economic Cooperation: APEC) รวมทั้งได้เข้ามาเป็นพันธมิตรนอกพันธมิตรนอกกลุ่มนาโต้ อีกทั้งไทยเป็นภาคีกับองค์การสหประชาชาติทำให้มีภารกิจต้องร่วมมือในการป้องกันการก่อการร้าย จึงจำเป็นต้องตรากฎหมายฉบับนี้

อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 29-30 /2547 ลงวันที่ 19 ก.พ.2547 โดยเป็นอีกครั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญที่มี ‘กระมล ทองธรรมชาติ’ เป็นประธาน มีความเห็นไม่เป็นเอกฉันท์ 10 เสียงให้พ.ร.ก.ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ 

"การบัญญัติให้การกระทำการก่อการร้ายเป็นความผิดในประมวลกฎหมายอาญา เป็นไปเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดก่อการก่อการร้ายด้วยการตัดแหล่งทุนทางการเงินหากไม่กฎหมายเช่นนี้การป้องกันการก่อการร้ายจะไม่บรรลุผลและยังขัดต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ไทยมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตามอีกด้วย” สาระสำคัญของคำวินิจฉัย

ขณะที่ พ.ศ. 2552 ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาพ.ร.ก.สำคัญและเป็นที่จับตามองของสังคม คือ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจพ.ศ.2552 หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องการนำเม็ดเงินดังกล่าวตามกฎหมายมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ภายใต้โครงการไทยเข้มแข็ง

ทว่าพรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยเพราะเล็งเห็นว่าการใช้เงินนอกงบประมาณมีความเสี่ยงต่อการทุจริต อีกทั้งกฎหมายลักษณะนี้สามารถตราเป็นพ.ร.บ.ตามกระบวนการรัฐสภาได้ ศาลรัฐธรรมนูญในยุคของ ‘ชัช ชลวร’ ได้มีมติเอกฉันท์ตามคำวินิจฉัยที่ 11/2552 ลงวันที่ 3 มิ.ย.2552 ให้พ.ร.ก.ดังกล่าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 184 วรรค1และ2

เหตุผลสำคัญในการให้พ.ร.ก.กู้เงินผ่านแบบเอกฉันท์ คือ "เมื่อพิจารณาถึงสภาพปัญหาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศที่กำลงประสบอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่ามูลค่าการส่งอกของสินค้าไทยที่หดตัวอย่างรวดเร็ว ปัญหาอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทุกเหตุปัจจัยส่งผลกระทบให้เกิดภัยวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศจนต้องเร่งดำเนินมาตรการเพื่อแก้ไขวิกฤตินั้น และยังไม่มีมูลกรณีให้เห็นว่าคณะรัฐมนตรีได้ตราพ.ร.ก.ขึ้นมาโดยไม่สุจริตหรือใช้ดุลพินิจบิดเบือนหลักการของรัฐธรรมนูญ"

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการพิจารณาในศาลรัฐธรรมนูญในรอบกว่า 14-15 ปีผ่านมาในการพิจารณาพ.ร.ก.เกี่ยวกับการเงินและความมั่นคงประเทศของประเทศในหลายรัฐบาล แม้ว่าพ.ร.ก.ของแต่ละรัฐบาลที่ผ่านมาจะผ่านการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญมาได้ แต่ขณะนั้นก็เผชิญกับกระแสกดดันให้ผู้นำประเทศแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองเช่นกันหากพ.ร.ก.ต้องตกม้าตายในชั้นศาลรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น 22 ก.พ.ในยุคของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถนนทุกสายต้องมุ่งมาที่ศาลรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอนเพราะสถานการณ์และกระแสเรียกร้องที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลนี้ไม่ได้ต่างอะไรกับ 3 รัฐบาลในอดีตแม้แต่นิดเดียว 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท