
น้ำลด หนี้ท่วม
เมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
เมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
โดย..สมชาย สกุลสุรรัตน์
ขณะนี้ขอให้ผมเข้าไปดูแลสถาบันการเงินแห่งหนึ่งที่กำลังมีปัญหา และธนาคารแห่งประเทศไทยจะเข้าไปแทรกแซงโครงการลดมูลค่าหุ้นของผู้ถือหุ้นเดิม และให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าไปเพิ่มทุนให้ ผมเองก็รับ เพราะว่ารู้สึกว่าเป็นงานที่ท้าทายที่จะต้องเข้าไปดูสถาบันการเงินที่มีข่าวว่าจะล้ม และผู้ฝากเงินกำลังถอนเงินฝากเพราะขาดความเชื่อมั่น ทั้งที่ตอนนั้นกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ได้ประกาศค้ำประกันเงินฝากทั้งจำนวนอยู่แล้ว
การจัดการปัญหาก่อนหน้านี้ไม่ยาก ถึงแม้ว่าต้องทำงานอยู่ที่ธนาคารถึงดึกดื่นเที่ยงคืนเพื่อรอเซ็นชื่อในตั๋วแลกเงินเพื่อขอกู้เงินจากธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อมาเสริมสภาพคล่องอยู่หลายอาทิตย์ ทั้งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเองส่งผมเข้าไปทำงานในสถาบันการเงินแห่งนั้น
ส่วนที่ยากและผมไม่ได้เตรียมเนื้อเตรียมตัวเลยคือการสอบสัมภาษณ์กับฝรั่งเด็กๆ ที่ไอเอ็มเอฟส่งเข้ามาประเมินฐานะของธนาคารในประเทศ โดยเฉพาะธนาคารที่มีปัญหา ต้องเผชิญกับความยโสโอหังของฝรั่งเด็กๆ เหล่านี้ ซึ่งแสดงกิริยาอาการให้เห็นชัดเจนว่าดูหมิ่นดูแคลนระบบการเงินของไทย และผู้บริหารทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนของไทยขณะนั้นจนทนไม่ไหว ต้องเตือนให้รักษามารยาทบ้าง เพราะอย่างน้อยผมไม่ใช่ผู้บริหารที่ทำให้สถาบันการเงินแห่งนั้นมีปัญหา แต่เป็นผู้บริหารที่ธนาคารแห่งประเทศไทยส่งเข้าไปแก้ไขปัญหา
ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้ผมภาวนาอย่าได้เกิดขึ้นซ้ำสองในประเทศไทยอีกเลย แล้วดูเหมือนว่าคำภาวนาอธิษฐานของผมจะเป็นจริง เพราะตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้เรายังไม่เคยเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจให้กับใครอีก แล้วลึกๆ ที่สะใจคือวิกฤตประเภทนี้กลับไปเกิดกับประเทศที่ส่งเด็กหนุ่มผมแดงเข้ามายึดครองประเทศไทยขณะนั้นแทนอีก 10 ปีต่อมาเพื่อเกิดวิกฤตทางการเงินที่เรียกว่าวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในสหรัฐอเมริกา
อย่างไรก็ตาม บทเรียนที่ได้รับด้วยตัวเองจากการที่ต้องติดต่อกับบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายที่ให้กู้แค่ 2-3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อไม่ให้ประเทศไทยล้มละลาย และการที่เห็นลูกหนี้ล้มละลายไปคาตา ทั้งที่ถ้าไม่เกิดวิกฤตเขาคงไม่เจ๊ง ทำให้ผมเป็นโรคกลัววิกฤตเศรษฐกิจขึ้นสมองจนถึงทุกวันนี้
พอสองสามวันนี้เห็นเงื่อนไขที่บรรดาประเทศที่จะให้ความช่วยเหลือให้เงินกู้รัฐบาลกรีซเพื่อนำไปชำระหนี้เงินกู้ที่ในอดีตได้กู้มาใช้อย่างเมามันแล้ว ก็ได้แต่หวังว่าอย่าให้วิกฤตอย่างนี้วนกลับมาที่ประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งเลย
สรุปมาตรการมัดตราสังข์รัฐบาลกรีซครั้งนี้ก็คือการลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลลงเพื่อให้มีเงินเหลือไปจ่ายคืนหนี้แก่เจ้าหนี้ทั้งเก่าและใหม่ เช่น การปลดข้าราชการ การลดค่าจ้างขั้นต่ำและบำนาญ และการปรับลดงบประมาณค่าใช้จ่ายลงภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งผลที่จะตามมาคือ เศรษฐกิจจะเริ่มถดถอย ประชาชนจะไม่มีงานทำหลายแสนคนในอนาคตอันใกล้
ทีนี้ผมก็ลองหันมาถามตัวเองเหมือนกันที่เคยถูกถามว่า ขณะนี้เศรษฐกิจของไทยตกอยู่ในภาวะวิกฤตหรือยัง เพราะทราบกันอยู่ว่าเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากปัญหาน้ำท่วมในปี 2554 ที่ผ่านมาจนล่าสุดก็มีการประกาศตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตของประเทศสำหรับปี 2554 ที่ผ่านมา ว่าได้หดตัวลงเกินคาด จากที่คาดว่าจะโตขึ้น 11.5% กลับกลายเป็นติดลบ ราคาสินค้าเกษตรเริ่มตกต่ำอีกครั้งหลังจากที่เพิ่มขึ้นโดยต่อเนื่องมากประมาณ 34 ปี การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมหดตัวเพราะแหล่งผลิตในนิคมอุตสาหกรรมย่านอยุธยา ปทุมธานี ถูกน้ำท่วม นอกจากนั้นยังมีปัญหาถกเถียงกันไม่สิ้นเรื่องการปรับค่าจ้างขั้นต่ำขึ้น 40% เป็นวันละ 300 บาท ตามนโยบายของรัฐบาล เป็นต้น
คำตอบที่ได้จากการประเมินตัวเลขทางเศรษฐกิจเบื้องต้นคือยังครับ หรือยังก่อน เศรษฐกิจไทยยังไม่อยู่ในสภาวะวิกฤตหรือใกล้จะวิกฤตในระยะเวลาอันสั้น (13 ปี) แต่หลังจากนั้นมีความเสี่ยงจะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด
เหตุผลข้อแรกที่ทำให้ผมคิดว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่อยู่ในภาวะวิกฤตคือความสามารถในการปรับตัวของเศรษฐกิจไทยที่สามารถพลิกฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วหลังจากเหตุการณ์ผ่านไประยะหนึ่ง เช่น หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง เราสามารถพลิกวิกฤตที่เงินบาทอ่อนค่า มาขยายฐานการส่งออกเพิ่มขึ้น หรือหลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เศรษฐกิจไทยก็ยังสามารถรักษาอัตราการเจริญเติบโตได้อย่างสม่ำเสมอจนรัฐบาลไม่จำเป็นต้องใช้เงินกู้ที่ได้รับอนุมัติจากรัฐสภาทั้งหมด คือใช้ไปเพียงครึ่งเดียวก็พอเอาอยู่แล้ว
ด้วยประสบการณ์ข้างต้นจึงพอหวังได้ว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะฟื้นตัวได้อีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ขึ้นอยู่กับตัวแปรที่จะไม่สามารถควบคุมได้หลายตัว โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีการกระทบถึงสินค้าส่งออกของไทย เพราะครั้งนี้เศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะของสหรัฐอเมริกาและยุโรปต่างตกอยู่ในภาวะซบเซาถดถอย ไม่เหมือนช่วงหลังเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งที่เศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้อยู่ในช่วงขาขึ้น มีความต้องการสินค้านำเข้าสูง มีเงินเหลือเข้ามาช็อปปิ้งทรัพย์สินราคาถูกจากเมืองไทยไปขายทำกำไร
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจของไทยก็ยังมีภูมิคุ้มกันสูงพอสมควร โดยหนี้สาธารณะของประเทศยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ คืออยู่ที่ระดับประมาณ 4.2 ล้านล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 42 ของจีดีพี อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ถึงแม้ว่าราคาอาหารจะสูงขึ้น เพราะไม่ยอมลดตามน้ำ เหมือนตอนขึ้นที่ขึ้นตามน้ำ อัตราการว่างงานยังต่ำ ยังมีความต้องการแรงงานที่มีฝีมืออีกมาก ภาคการเงินของประเทศมีฐานะแข็งแกร่ง มีกองทุนเพียงพอสูงเกินเกณฑ์มาตรฐานที่ 8.5% ของสินทรัพย์เสี่ยง คุณภาพหนี้โดยทั่วไปยังอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ และส่วนใหญ่มีเงินทุนสำรองครบก็จบ ยกเว้นสถาบันการเงินของรัฐบางแห่ง ทั้งนี้เพราะตั้งแต่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำกับดูแลสถาบันการเงินอย่างเข้มงวดให้เป็นไปตามเกณฑ์สากล
ที่สำคัญคือไทยมีเงินทุนสำรองที่เป็นเงินตราต่างประเทศค่อนข้างสูง คือประมาณเกินกว่า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพียงพอที่จะรับความเสี่ยงจากการเคลื่อนย้ายเงินทุน และการดูแลเสถียรภาพค่าของเงินบาทให้อยู่ในระบบที่เหมาะสม
นอกจากนั้น ไทยยังเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารไม่กี่ประเทศในโลก และยังเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ของโลก ซึ่งตรงนี้ไม่ว่าจะเกิดระเบิดสักกี่ครั้งก็ยังมีความต้องการมาเที่ยว เห็นได้จากหลังกรณีที่การรบราฆ่าฟันกันกลางกรุงไม่นาน นักท่องเที่ยวก็เข้ามาเที่ยวหาความสุขกันต่อไปเหมือนเดิม
สุดท้ายคือไทยมีอุตสาหกรรมหลากหลายที่สำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ และการเกษตรอุตสาหกรรม ซึ่งได้รับการพัฒนาต่อเนื่องกันมานานหลายสิบปี จนมีเทคโนโลยีในระดับแนวหน้าของโลก และบุคลากรได้รับการฝึกฝนให้มีทักษะและฝีมือการผลิต
ต้นเหตุทั้งหลายทั้งปวงที่ว่าจึงทำให้พอสบายใจได้ว่าขณะนี้และในระยะเวลาสั้นเศรษฐกิจไทยยังพอเอาอยู่ ยังไม่อยู่ในภาวะวิกฤต อย่างน้อยอันดับความน่าเชื่อถือก็ยังอยู่ในระดับที่ลงทุนได้ คือระยะสั้น 3 ปี และระยะสั้น 1 ปี AA
ส่วนระยะปานกลางหรือระยะยาวจะมีอะไรที่น่าเป็นห่วง ขอเก็บไว้เขียนต่ออาทิตย์หน้า







