
ภาษี2มาตรฐาน
ผู้ที่ติดตามคดีการเสียภาษีการขายหุ้น ชิน คอร์ปอเรชั่นให้กับกองทุนเทมาเซกจากสิงคโปร์
ผู้ที่ติดตามคดีการเสียภาษีการขายหุ้น ชิน คอร์ปอเรชั่นให้กับกองทุนเทมาเซกจากสิงคโปร์
ที่เป็นเรื่องราวต่อเนื่องเป็นมหากาพย์ในเรื่องของการซุกหุ้น โอนหุ้นแบบประหลาดเพื่อจะได้ไม่ต้องเสียภาษี คงจะไม่ลืมว่า คดีนี้ได้พ่นพิษให้ข้าราชการกระทรวงการคลังเจ็บปวดมาแล้ว
ถ้าไม่ย้อนอดีตก็คงไม่มีใครจำได้ว่า คดีภาษีการโอนหุ้นของครอบครัวชินวัตรมีด้วยกัน 2 คดี คดีแรกเป็นการโอนหุ้นจาก น.ส.ดวงตา วงศ์ภักดี คนรับใช้ ให้แก่นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ จำนวน 4.5 ล้านหุ้น แต่ทำเป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มูลค่า 738 ล้านบาท โดยคุณหญิงพจมาน ชินวัตร สั่งจ่ายเช็คชำระค่าซื้อขายหุ้นเอง ซึ่งในทางกฎหมายได้ข้อยุติแล้วว่า หุ้นที่คุณหญิงพจมานโอนให้แก่นายบรรณพจน์ เป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
แม้แต่ศาลอุทธรณ์ในคดีข้างต้นก็เห็นว่านายบรรณพจน์หลีกเลี่ยงภาษีเงินได้พึงประเมิน 546 ล้านบาท แต่กรมสรรพากรยุคที่มีนายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล เป็นอธิบดี และนายศิโรจน์ สวัสดิ์พาณิชย์ เป็นรองอธิบดี ละเลยไม่ยอมเก็บภาษี ปล่อยให้คดีหมดอายุความ จึงเก็บภาษีไม่ได้
ต่อมามีการร้องเรียนไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็มีคำตัดสินว่า นายศิโรจน์ และพวกรวม 5 คน ละเลยปฏิบัติหน้าที่ทำให้รัฐเสียหาย จึงให้ออกจากราชการ แต่ก็ยังไม่มีการสอบสวนหาผู้รับผิดชอบในทางแพ่ง
คดีที่สอง กรณีนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตร พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซื้อหุ้นบริษัท ชินคอร์ป จำนวน 329.2 ล้านหุ้นจากบริษัท แอมเพิลริช อินเวสต์เมนต์ ในราคาหุ้นละ 1 บาท เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2549 นอกตลาดหลักทรัพย์ ก่อนที่จะขายต่อให้แก่บริษัท เทมาเซก ผ่านตลาดหลักทรัพย์ในราคา 49.25 บาท ทำให้ได้ผลประโยชน์จากส่วนต่างราคาหุ้นละ 48.25 บาท
คดีนี้กำลังจะซ้ำรอยเดิมคือ คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีของกระทรวงการคลังเห็นชอบตามที่กรมสรรพากรเสนอว่าจะไม่เก็บภาษีหุ้นจาก พ.ต.ท.ทักษิณ 1.2 หมื่นล้านบาท เพราะซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ไม่ต้องเสียภาษี และไม่เก็บจากบุตรทั้งสองคนเพราะถือว่าไม่ได้เป็นเจ้าของหุ้นตั้งแต่ต้น ตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางที่ให้บุตรอดีตนายกฯ เป็นผู้ชนะคดีเมื่อปลายปี 2553
ประเด็นนี้ยังมีข้อถกเถียงในปัญหาข้อกฎหมายที่ยังไม่ยุติ และกรมสรรพากรยังไม่เคยมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน แต่กลับยืนยันจะไม่ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา นี่กำลังเป็นการดำเนินการแบบสองมาตรฐานหรือไม่ เพราะที่ผ่านมากรมสรรพากรมักตามไล่ล่าภาษีจากชาวบ้านแบบไม่ลดละไม่ว่าจำนวนเงินจะมากน้อยขนาดไหนก็ต้องสู้กันถึงศาลฎีกา
พฤติกรรมกรมสรรพากรดูแล้วน่าสงสัยว่ารักษาผลประโยชน์ของรัฐจริงหรือไม่ หากไม่รีบดำเนินการปล่อยให้คดีหมดอายุความ ทางกรมสรรพากรจะต้องรับผิดชอบ และ ป.ป.ช.คงจะต้องเข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้ อย่าปล่อยให้เรื่องเงียบหายไปตามแรงกระเพื่อมทางการเมือง







