
เก็บตก นกขมิ้นทัวร์กับข้อเสนอที่โบยบิน
ควันหลง “ทัวร์นกขมิ้น ค่ำไหนนอนนั่น” ของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จริงดูพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ
ควันหลง “ทัวร์นกขมิ้น ค่ำไหนนอนนั่น” ของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จริงดูพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ
โดย...ปริญญา ชูเลขา
ควันหลง “ทัวร์นกขมิ้น ค่ำไหนนอนนั่น” ของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จริงดูพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ระหว่างวันที่ 1317 ก.พ.ที่ผ่านมา ท่ามกลางคำถามว่า ได้อะไรบ้าง
ทางการเมืองรัฐบาลอาจโกยคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชนที่ปลาบปลื้มนายกฯ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตัวจริงเสียงจริง ลงพื้นที่มาพบปะพี่น้องประชาชนด้วยตัวเอง จึงให้การต้อนรับกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าระดับนายกฯ และ ครม.ลงเดินตากแดดหน้าดำตามทุ่งนาขนาดนี้แล้ว น้ำจะไม่ท่วมซ้ำอีก
ทั้งนี้ แผน/โครงการสำคัญที่นายกฯ และคณะ ลงไปดูถึงหน้างานตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายนั้น เป็นแค่ฉากหน้าที่ตกแต่งไว้ล่วงหน้า เพราะยังเหลือแผน/โครงการ สำคัญอีก 117 โครงการ งบประมาณ 4,900 ล้านบาท ที่หลังจากนี้ต้องไปไล่เก็บงานให้ทันภายใน 3 เดือน เพราะบางโครงการล่าช้ามาก เนื่องจากติดขัดระเบียบราชการ เงิน และเครื่องจักร ยังลงไปไม่ถึงพื้นที่ จึงไม่มั่นใจว่าก่อนน้ำมาช่วงเดือน ส.ค.นี้ ทั้ง 117 โครงการ จะเสร็จทันหรือไม่
เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ. ล็อกเป้าหมายเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ หมายมั่นจะมากำชับนโยบายใหม่เกี่ยวกับการ “พร่องน้ำ” ด้วยการให้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์การปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำของเขื่อนใหญ่ในพื้นที่ต้นน้ำ โดยใช้เขื่อนสิริกิติ์ เป็นต้นแบบของเขื่อนอื่นๆ ในการพร่องน้ำ ก่อนลงสู่พื้นที่ตอนกลางน้ำบริเวณ จ.นครสวรรค์ ที่เป็นจุดบรรจบของแม่น้ำ 4 สาย คือ ปิง วัง ยม น่าน มารวมกัน
นายกฯ ประกาศว่าภายใน 3 เดือน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไปเร่งรัดโครงการปลูกป่าเพื่อปรับปรุงระบบนิเวศในลุ่มน้ำ ปิง วัง ยม น่าน สะแกกรัง และป่าสัก รวมพื้นที่ 3.3 แสนไร่ ให้ได้ภายใน 3 เดือน เน้นต้นไม้โตเร็ว เช่น หญ้าแฝก จากนี้ไปกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกองทัพ จะปลูกต้นกล้าในพื้นที่นับแสนไร่ได้กี่ต้น
14 ก.พ. หัวใจของทริปเลยทีเดียว คือ การตามหาที่ดินในพื้นที่กลางน้ำมาทำทุ่งรับน้ำ หรือ “แก้มลิง” ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ 2 ล้านไร่ เพื่อให้รับน้ำให้ได้ 6,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) นายกฯ ต้องลงพื้นที่เอง ซึ่งเจ้าหน้าที่ในระดับจังหวัดก็พานายกฯ และคณะมาติดตามความคืบหน้าโครงข่ายการพัฒนาการระบายน้ำ หรือแก้มลิง หรือบางระกำโมเดล ก็ว่าได้ งบประมาณ 339 ล้านบาท
หลักๆ บางระกำโมเดล คือ การขุดลอก 3 บึงขนาดใหญ่ ใน อ.บางระกำ คือ บึงตะเคร็ง บึงขี้แล้ง และบึงระมาณ เนื้อที่ 1,710 ไร่ ให้ลึก 4 เมตร รับน้ำได้ 16 ล้าน ลบ.ม. พร้อมกับขุดลอกคลองปลักแรด คลองตะโม่ เพื่อชักน้ำเข้าทั้งสามบึง ระยะทาง 34 กิโลเมตร เพื่อใช้หน่วงน้ำ
แต่ในความเป็นจริง การจัดหาพื้นที่แก้มลิงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพื้นที่ทุ่งรับน้ำธรรมชาติ เช่น ห้วย หนอง คลอง บึง ตามที่นายกฯ ลงพื้นที่โชว์นั่งเรือเร็วโต้คลื่นกลางบึงบอระเพ็ด อ.เมือง จ.นครสวรรค์
เพราะทราบดีว่าทั้ง 6 จังหวัด ที่นายกฯ ทัวร์ลุ่มน้ำมีพื้นที่ดังกล่าวเพียง 10% เท่านั้น ที่เหลือเป็นพื้นที่นา พื้นที่ชุมชน และที่อยู่อาศัยล้วนๆ
ดังนั้น ยุทธศาสตร์ที่ต้องการดำเนินการในพื้นที่กลางน้ำทั้งตอนบนและตอนล่าง ด้วยการจัดหาพื้นที่แก้มลิง 2 ล้านไร่ โดยหลีกเลี่ยงพื้นที่ชาวบ้านจึงเป็นไปได้ยาก ที่สำคัญยังไม่เห็นความพยายามเท่าที่ควรว่าภาครัฐจะมีวิธีการอื่นใดที่ดีมากกว่ายึดแนวทางการจ่ายเงินชดเชยเป็นตัวตั้ง เพื่อให้ชาวบ้านยอมให้รัฐนำที่นาไปใช้รับน้ำท่วม
ที่ผ่านมา ภาคประชาชนต้องการความช่วยเหลืออื่นๆ นอกเหนือจากเงิน เพื่อดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ด้วย เพราะบางพื้นที่เป็นพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากและชาวบ้านเองก็ยอมรับสภาพที่จะเป็นทางรับน้ำ แต่ก็มีข้อเสนออื่นให้กับภาครัฐ เช่น การยกระดับถนนให้สูง เพื่อใช้สัญจรขนส่งอาหาร การช่วยเหลือ หรือการสร้างสถานที่อพยพไว้เป็นจุดพักพิง รวมถึงการจัดตั้งกองทุนดูแลหมู่บ้านในช่วงน้ำท่วม เป็นต้น
ตลอดทัวร์นกขมิ้น ไม่เห็นการสานต่อแนวคิดเหล่านี้หลุดออกมาจากรัฐบาลเลย มีเพียงคำพูดนายกฯ กล่าวขอบคุณชาวบ้าน อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ยอมเสียสละพื้นที่ทำแก้มลิง 27,450 ไร่ ให้เป็นพื้นที่รับน้ำเท่านั้น
ในที่สุด ตัวเลขพื้นที่แก้มลิงที่นายกฯ ประกาศล่าสุดได้มาแค่ 1.5 ล้านไร่ สามารถรับน้ำได้เพียง 4,900 ล้าน ลบ.ม. ขาดอีก 5 แสนไร่ จึงไม่อาจอุ่นใจว่า หากน้ำมามากปีนี้รัฐบาลจะเอาอยู่หรือไม่
วันที่ 15 ก.พ. นายกฯ เดินทางไปตรวจเยี่ยมติดตามการปรับปรุงประตูระบายน้ำพลเทพ เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท และประตูระบายน้ำบางโฉมศรี อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ก็เป็นการเดินทางไปตามเก็บงานที่หน่วยงานประจำได้ทำไว้ ซึ่งเป็น 2 ใน 117 โครงการเร่งด่วนเท่านั้น
กระทั่งวันที่ 16 ก.พ. วันที่ผู้ประกอบการนับร้อยๆ โรงงานในนิคมอุตสาหกรรม จ.พระนครศรีอยุธยา เฝ้ารอฟังแผนบริหารจัดการน้ำจากปาก ยิ่งลักษณ์ โดยนายกฯ เปิดศูนย์ศิลปาชีพบางไทร รับ 5 ข้อเสนอไปเร่งดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นการเร่งรัดชดเชยประกันภัย ความต้องการของผู้ประกอบการที่อยากทราบรายละเอียดการจ่ายเงินสมทบการก่อสร้างเขื่อนดินหรือแนวคันดินเพื่อป้องกันน้ำท่วม ความต้องการได้ข้อมูลป้องกันอุทกภัยภายนอกนิคมและการเปิดเผยข้อมูลระดับน้ำในพื้นที่ ให้รัฐผันน้ำ จาก จ.นครสวรรค์ ไปทางพื้นที่ฝั่งตะวันออก โดยผ่านเส้นทาง จ.ลพบุรี สระบุรี และฉะเชิงเทรา โดยให้พิจารณาความเหมาะสมในการจัดสร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ดังกล่าว และเสนอให้รัฐบาลปฏิบัติตามแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน ควรคำนึงถึงระดับโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุน ระบบโลจิสติกส์และการขนส่งกระจายสินค้า
วันสุดท้ายของการลงพื้นที่ในวันที่ 17 ก.พ. นายกฯ แถลงปิดทัวร์ลุ่มน้ำอย่างมั่นใจว่าจากนี้ไป “น้ำต้องมีที่อยู่ น้ำต้องมีที่ไป ประชาชนต้องได้รับการดูแล พื้นที่ชุมชน พื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญทั้งระดับจังหวัดและระดับประเทศต้องได้รับการป้องกัน และพื้นที่เกษตรกรรม ทุ่งรับน้ำ หรือแก้มลิง ที่อยู่นอกพื้นที่ป้องกัน รวมทั้งพื้นที่ที่นำมาใช้ผันน้ำหลาก หรือฟลัดเวย์ จะต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม”
นั่นคือคำพูดที่นายกรัฐมนตรีให้สัญญาไว้ และอีก 3 เดือนจากนี้ไป ประชาชนตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ จะได้รู้กันว่า ทัวร์นกขมิ้นครั้งนี้แค่สร้างภาพหรือทำได้จริง หากน้ำท่วมอีกรอบ!!!







