
‘ใบเสร็จ’อคส.ตุกติกขายข้าว
พณ.มึนขายต่ำกว่าราคาตลาด50%
พณ.มึนขายต่ำกว่าราคาตลาด50%
แฉใบเสร็จ อคส. ขายข้าวให้โรงสี 5 บาทต่อกิโลกรัม ถูกกว่าราคาตลาด 50%
แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า องค์การคลังสินค้า (อคส.) ตกลงขายข้าวสาร 25% ให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) โรงสีโชควรลักษณ์รุ่งเรืองกิจ ปริมาณ 1,473 ตัน ในราคา 5,000 บาทต่อตัน เป็นเงิน 7.36 ล้านบาท หรือคิดเป็นราคา 5 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งราคาดังกล่าวต่ำกว่าราคาข้าวขาว 25% ในตลาด ที่ขณะนั้นขายกันในราคา 11 บาทต่อกิโลกรัม หรือขายข้าวของรัฐออกไปต่ำกว่าราคาตลาดกว่า 50%
ทั้งนี้ อคส.ได้ออกใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีเลขที่ 05633 ลงวันที่ 8 ธ.ค. 2554 โดยมีเจ้าหน้าที่ อคส.ลงนามใบรับมอบเงินจากลูกค้า คือ หจก.โรงสีโชควรลักษณ์รุ่งเรืองกิจ ซึ่งตั้งอยู่บ้านเลขที่ 145 หมู่ 9 สายเลี่ยงเมืองลพบุรี โพตลาดแก้ว อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี
อคส.อ้างว่า สาเหตุที่ต้องขายข้าวต่ำกว่าราคาตลาด เนื่องจากข้าวเสื่อมคุณภาพ เพราะข้าวดังกล่าวเป็นข้าวในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปี 2549
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันต้นทุนการปรับปรุงสภาพข้าวและค่าการตลาดอยู่ที่ 2501,000 บาทต่อตัน หรือตกไม่เกิน 1 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้น การที่ อคส.ขายข้าวสาร 25% ในราคา 5 บาทต่อกิโลกรัม โรงสีแห่งนี้ยังได้กำไร 5 บาทต่อกิโลกรัม หรือคิดเป็นกำไร 50%
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ระบุว่า ได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการรับจำนำข้าวแทนนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง ซึ่งในส่วนนโยบายระบายข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาล ยืนยันว่าต้องระบายสูงกว่าหรือใกล้เคียงราคาตลาด ไม่เช่นนั้นรัฐบาลต้องขาดทุน คงไม่มีใครทำ
สำหรับการระบายข้าวสารในสต๊อกของรัฐที่เก็บมานานแล้วและเสื่อมสภาพนั้น ขณะนี้มอบหมายให้ผู้เกี่ยวข้องไปรวบรวมข้อมูลว่ามีจำนวนเท่าใด ก่อนพิจารณาปรึกษากันว่าจะระบายอย่างไร
นายบุญทรง กล่าวว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรที่ จ.อุดรธานี วันที่ 22 ก.พ.นี้ กระทรวงพาณิชย์จะเสนอให้ ครม.ให้ความเห็นชอบโครงการจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 ที่ราคา 1.5 หมื่นบาทต่อตัน ตั้งเป้าหมายมีข้าวเปลือกเข้าโครงการ 8 ล้านตัน หรือ 1.2 แสนล้านบาท ไม่รวมเงินจ่ายขาด ค่าสีแปรสภาพข้าว ค่าเช่าโกดัง เปิดรับจำนำตั้งแต่ 1 มี.ค.15 ก.ย. 2555
ขณะที่ฝ่ายเลขานุการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ยืนยันว่า วงเงินที่ใช้ในโครงการจะนำมาจากเงินหมุนเวียนโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี 2554/55 ที่เหลือวงเงินอยู่ประมาณ 1.7 แสนล้านบาท ซึ่งเงินดังกล่าวน่าจะเพียงพอที่ใช้ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังรอบนี้







