
คาใจเลี่ยงภาษีหุ้นชินฯ
ปัญหาภาษีหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น หรือชินคอร์ป ของตระกูลชินวัตร จำนวน 1.2 หมื่นล้านบาท เป็นเรื่องคาราคาซังมานาน
ปัญหาภาษีหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น หรือชินคอร์ป ของตระกูลชินวัตร จำนวน 1.2 หมื่นล้านบาท เป็นเรื่องคาราคาซังมานาน
ภาษีเจ้าปัญหาเกิดขึ้นปี 2549 เมื่อคนในครอบครัวชินวัตรขายหุ้นชินคอร์ปจำนวน 49% ในราคาหุ้นละ 49.25 บาท ให้กับกองทุนเทมาเซกในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งได้รับการยกเว้นภาษี
แต่ก็ยังมีปัญหาอยู่ว่า เมื่อมีการตรวจสอบกลับพบว่าบริษัท แอมเพิลริช อินเวสต์เมนต์ ขายหุ้นชินคอร์ปจำนวน 11% ให้กับ พานทองแท้ และ พินทองทา ชินวัตร นอกตลาดหลักทรัพย์ในราคาหุ้นละ 1 บาท
การขายดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนหน้าเพียง 1 วัน ก่อนที่ พานทองแท้ และ พินทองทา จะขายหุ้นที่ได้มาให้กับกองทุนเทมาเซก ธุรกรรมการซื้อขายหุ้นของ พานทองแท้ และ พินทองทา ถือว่าเป็นการได้ของถูก แต่ขายแพงมีกำไร ถือว่าต้องเสียภาษี
กรมสรรพากรในช่วงนั้นยืนกระต่ายขาเดียวไม่เก็บภาษี แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการเมือง มีการรัฐประหาร กรมสรรพากรก็กลับลำเก็บภาษีจากทั้งสองคน คิดเป็นเงินภาษี เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับ ร่วม 1.2 หมื่นล้านบาท
ปรากฏว่าทั้งสองคนไม่ยอมจ่ายภาษี ทำให้กรมสรรพากรเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ต่อมาศาลยกฟ้องว่ากรมสรรพากรเก็บภาษีจากทั้งสองคนไม่ถูกต้อง เพราะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินว่าเจ้าของหุ้นดังกล่าวเป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
กรมสรรพากรไม่ยอมอุทธรณ์โดยอ้างว่าสู้ไปก็แพ้ พร้อมกับยื่นเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีของกระทรวงการคลังว่า ธุรกรรมการซื้อขายของ พานทองแท้ และ พินทองทา เป็นโมฆะ ทำให้เจ้าของหุ้นตัวจริงคืออดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งขายหุ้นในตลาดหลัก ทรัพย์ไม่ต้องเสียภาษี
แต่คณะกรรมการไม่วินิจฉัย โดยเห็นว่าเป็นอำนาจของกรมสรรพากร จะดำเนินการให้ถูกต้อง ซึ่งเข้าล็อกกรมสรรพากรที่ยืนยันไม่เก็บภาษีอดีตนายกฯ ปิดฉากภาษีหุ้นตระกูลชินฯ ไปแบบคาใจ
ทั้งๆ ที่ประมวลรัษฎากรที่ถือปฏิบัติกันมาทุกยุคทุกสมัยคือ ใครมีเงินได้คนนั้นต้องเสียภาษีไม่ว่าเจ้าของแท้จริงจะเป็นใคร
แก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กล่าวว่า รู้สึกงงกับการตัดสินของกรมสรรพากร ที่อ้างศาลตีความการถือและเป็นเจ้าของหุ้นของ พานทองแท้ และ พินทองทา เป็นโมฆะ ทั้งที่ศาลไม่ตัดสินอย่างนั้น และกรมสรรพากรรวบรัดว่า ธุรกรรมระหว่างทางไม่เคยเกิดขึ้น เหลือแต่ตอนต้นที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ถือหุ้น และตอนท้ายนำหุ้นไปขายในตลาดหลักทรัพย์ได้รับการยกเว้นภาษี เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และกรมสรรพากรต้องรับความเสียหายที่เกิดขึ้น







