posttoday
พาณิชย์เบรกขึ้นสินค้าอย่าอ้างราคาดีเซลขยับ

พาณิชย์เบรกขึ้นสินค้าอย่าอ้างราคาดีเซลขยับ

20 กุมภาพันธ์ 2555

พาณิชย์ลั่นห้ามขึ้นราคาสินค้าโดยอ้างราคาน้ำมันดีเซลพุ่ง ส.อ.ท.วอนอย่าให้เกินลิตรละ 32 บาท หวั่นรถแห่ใช้ก๊าซแทน

พาณิชย์ลั่นห้ามขึ้นราคาสินค้าโดยอ้างราคาน้ำมันดีเซลพุ่ง ส.อ.ท.วอนอย่าให้เกินลิตรละ 32 บาท หวั่นรถแห่ใช้ก๊าซแทน

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้นเป็นลิตรละ 31.33 บาท เมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา อาจมีผลต่อต้นทุนค่าขนส่งเล็กน้อย แต่ยังไม่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้าโดยรวม ซึ่งราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นผู้ผลิตไม่สามารถนำมาใช้เป็นเหตุผลในการปรับขึ้นราคาสินค้าได้ เพราะต้องดูต้นทุนด้านอื่นประกอบด้วย

ผลศึกษาของกรมการค้าภายในพบว่า น้ำมันดีเซลลิตรละ 31.33 บาท เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สูงขึ้นเพียง 6.42% ถือว่าเพิ่มขึ้นไม่มาก เมื่อเทียบกับเฉลี่ยทั้งปี 2551 ที่เคยขึ้นไปเฉลี่ยลิตรละ 44.24 บาท แต่ก็ไม่มีการปรับค่าขนส่งเพิ่มขึ้นโดยกระทรวงฯจะติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด และขอความร่วมมือภาคการขนส่งให้ดูแลอัตราค่าขนส่งให้เป็นธรรม ห้ามฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา

แต่มาปรับขึ้นช่วงปี 2552-2554 โดยปรับขึ้นไปประมาณ 11.07% ดังนั้นในปีนี้แม้น้ำมันดีเซลจะทะลุลิตรละ 31 บาทไปแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องปรับขึ้นค่าขนส่งอีก

ทั้งนี้ กระทรวงฯจะติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด และขอความร่วมมือภาคการขนส่งให้ดูแลอัตราค่าขนส่งให้เป็นธรรม ห้ามฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา เพราะปัจจุบัน ภาคขนส่งส่วนใหญ่ใช้ก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) ซึ่งแม้จะปรับโครงสร้างราคา แต่ราคาก็ยังต่ำกว่าน้ำมันดีเซลมาก

โดยราคาขณะนี้อยู่ที่ 9.50 บาท/กก.

สำหรับผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อทั้งปี จากการปรับขึ้นราคาของน้ำมันดีเซล 6.42% จะมีผลกระทบต่อเงินเฟ้อเพียง 0.15% หรือจะมีผลให้เงินเฟ้อเพิ่มจาก3.3-3.8% เป็น 3.3-3.95% เท่านั้น

ทั่น้น

ซึ่งอยู่ในกรอบที่วางไว้และหากปรับเพิ่มขึ้นเป็น 10% จะมีผลกระทบต่อเงินเฟ้อเพิ่มเป็น 0.25% ซึ่งรวมแล้วยังอยู่ในกรอบที่คาดไว้

ดังนั้นหากนำเป้าหมายเงินเฟ้อทั้งปีที่กำหนดขยายตัว 3.33.8% รวมกับผลกระทบน้ำมันเพิ่มขึ้น 6.42% จะทำให้เงินเฟ้อปีนี้อยู่ในกรอบ 3.3-3.95% แต่หากน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น 10% จะทำให้เงินเฟ้อทั้งปีเพิ่มเป็น 3.34.05% ซึ่งยังถือว่าใกล้เคียงกับกรอบที่กระทรวงฯประเมินไว้

ขณะที่ผลกระทบจากการปรับขึ้นราคาแก๊สหุงต้ม (แอลพีจี) และก๊าซเอ็นจีวีต่อเงินเฟ้อนั้น เบื้องต้นประเมินพบว่าการปรับขึ้นแอลพีจีจะมีผลต่อเงินเฟ้อทั้งปีเพียง 0.05% โดย

เป็นผลกระทบโดยตรงต่อครัวเรือนจากการเติมใช้ในรถยนต์ 0.02% และผลกระทบโดยอ้อมจากการจ่ายค่าโดยสารรถแท็กซี่ และสามล้อเครื่องรับจ้างอีก 0.03% ส่วนภาคครัวเรือนที่ใช้ในการหุงต้ม ซึ่งมีน้ำหนักในเงินเฟ้อ 0.38% ไม่ได้รับผลกระทบ เพราะรัฐบาลยังคงตรึงราคาไว้อยู่ โดยยืนราคาที่ 18.13 บาท/กก. ไปจนถึงสิ้นปี 2555

ราคาก๊าซเอ็นจีวี แม้รัฐบาลจะมีการปรับโครงสร้างราคา และจะปรับขึ้นราคาภาคขนส่งเดือนละ 50 สตางค์/กก. เป็นเวลาติดต่อกัน 12 เดือน แต่ไม่มีผลต่อเงินเฟ้อ เพราะรัฐบาลได้มีการช่วยบรรเทาผลกระทบ โดยมีโครงการบัตรเครดิตพลังงาน ที่ให้ส่วนลดราคาขายปลีกแก่ผู้ขับขี่รถรับจ้างสาธารณะ กลุ่มแท็กซี่ สามล้อ รถตู้ร่วม และขสมก.

ด้านนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ต้องการให้รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกินระดับ 3032 บาทต่อลิตร เพื่อไม่ให้กระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์โดยเฉพาะรถกระบะ เพราะหากปล่อยให้ขึ้นไป 3540 บาทต่อลิตร ผู้ใช้รถหรือผู้ซื้อรถใหม่อาจเปลี่ยนเครื่องยนต์ไปใช้ก๊าซธรรมชาติซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพเครื่องยนต์ต่ำลง จนกระทบต่อภาพลักษณ์ของค่ายรถยนต์และอุตสาหกรรมได้ผู้บริโภคมองภาพพจน์ของค่ายรถยนต์ในแง่ไม่ดีได้

ทั้งนี้ ยอมรับว่าราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มอย่างต่อเนื่องอาจทำให้ประชาชนทิ้งรถยนต์หรือหันไปติดก๊าซธรรมชาติกันมากขึ้นเหมือนกับในปี 2551 ที่ราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวสูงมาก

อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันที่แพงขึ้นจะมีผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวมากกว่า เพราะประชาชนจะจอดรถยนต์ไว้ที่บ้าน และลดการนำครอบครัวไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ขณะที่การเดินทางก็จะหันมาใช้บริการรถโดยสารสาธารณะมากขึ้น


 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท