
บี้ผู้ตรวจการแผ่นดินสอบว.5นายกฯ
กลุ่มกรีนบี้ผูตรวจการแผ่นดินสอบจริยธรรมนายกฯหลังเข้าพบนักธุรกิจอสังหาฯที่โฟร์ซีซั่น หวั่นโกงซํ้ารอยสมัยทักษิณบริหารชาติ
กลุ่มกรีนบี้ผูตรวจการแผ่นดินสอบจริยธรรมนายกฯหลังเข้าพบนักธุรกิจอสังหาฯที่โฟร์ซีซั่น หวั่นโกงซํ้ารอยสมัยทักษิณบริหารชาติ
นายจาตุรันต์ บุญเบ็ญจรัตน์ ผู้ช่วยผู้ประสานงานกลุ่มการเมืองสีเขียว (กลุ่มกรีน) เปิดเผยว่า หลังจากกลุ่มกรีนเดินทางไปร้องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินตรวจ สอบจริยธรรมน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หลังไปทำภารกิจลับที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นทั้งที่อยู่ในเวลาราชการนั้น เพราะตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 279 ได้ให้อำนาจผู้ตรวจการแผ่นดิน ในการตรวจสอบจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการประจำ
นอกจากนี้ ยังสามารถดำเนินการถอดถอนบุคคลดังกล่าวได้ทันที หากพบว่ากระทำผิดต่อจริยธรรมจริง ฉะนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินต้องไม่ใช่เสือกระดาษ หรือมีอำนาจแต่ไม่กล้าใช้ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นองค์กรอิสระอย่างผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็ไม่จำเป็นต้องมีให้เปลืองงบประมาณหรือภาษีของประชาชนอีกต่อไป
นายจาตุรันต์ กล่าวว่า จุดยืนในการตรวจสอบจริยธรรมของกล่มกรีนครั้งนี้ เพราะเป็นห่วงว่าจะเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนและการคอรัปชั่นเชิงนโยบายคล้ายๆ ในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่ง น.พ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เคยเปรียบเทียบไว้ว่าเป็นการ “โกงทั้งโคตร” ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ทำให้ระบอบทักษิณพังพินาศ จนนำมาสู่วิกฤติการณ์เรื้อรังในขณะนี้
“การที่นายเศรษฐา ทวีสิน นักธุรกิจด้านอสังหาฯ ออกมายอมรับว่าได้ไปพบกับนายกฯ ในวันเวลาดังกล่าวจริง และมีการปรึกษาหารือกันหลายเรื่องทั้งเรื่อง ดอกเบี้ย การเงิน เศรษฐกิจ การเมือง จึงจำเป็นอย่างที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงด้วยตัวเอง ถ้ายิ่งปล่อยให้คนใกล้ตัวออกมาชี้แจงแทน จะยิ่งสร้างปัญหาและทำลายภาพพจน์ความน่าเชื่อถือของตัวนายกฯ”นายจาตุรันต์ กล่าว
ขณะที่ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน ได้ยื่นขอเรียกร้อง 4 ข้อ ดังนี้ 1.ขอท้าทายผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้แสดงความกล้าหาญในการตรวจสอบอย่าตรงไปตรงมา และกล้าเอาผิดต่อนักการเมืองที่ผิดจริยธรรม ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญในการบริหารประเทศ
2.ไม่ว่านักธุรกิจที่นายกฯไปพบที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นในวันดังกล่าวจะเป็นเพศหญิงหรือชาย นั่นไม่สำคัญเท่ากับการที่นายกฯนำเวลาราชการไปทำภารกิจส่วนตัว ถือเป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่ง 3.ทุกครั้งที่นายกฯเดินทางกลับจากทำภารกิจต่างประเทศ มักจะพูดอยู่เสมอว่าได้มีการหารือแลกเปลี่ยนกับนักธุรกิจต่างชาติมากมาย แต่เหตุใดการพูดคุยกับนักธุรกิจชาวไทยครั้งนี้ กลับไม่กล้าจะออกมาอธิบาย
นายสุริยะใส กล่าวต่อว่า และ4.รัฐบาลพยายามลากคนอื่นเข้ามาอยู่ในเหตุการณ์ด้วย เช่น นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและรมว.คลัง นักธุรกิจจากบริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) รวมถึงบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ของตระกูลชินวัตรมาด้วยนั้น ไม่ได้ต่างจากการนำคนเหล่านี้มาเป็น “หนังหน้าไฟ”เพื่อให้รัฐบาลสามารถบริหารประเทศต่อไปได้







