
“ทัวร์นกขมิ้น” หลงทาง แผนพร่องน้ำไร้ผล
ในที่สุด “ทัวร์นกขมิ้น” ของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี 5 วัน 4 คืน ก็ปิดฉากลงท่ามกลางการอนุมัติโครงการต่างๆ
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
ในที่สุด “ทัวร์นกขมิ้น” ของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี 5 วัน 4 คืน ก็ปิดฉากลงท่ามกลางการอนุมัติโครงการต่างๆ รวมมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท ภายใต้การวาดหวังของรัฐบาลว่า ปีนี้น้ำจะไม่ท่วมอีกแน่นอน เพราะโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางรับน้ำหลาก (ฟลัดเวย์) นั้น ได้เตรียมความพร้อมไว้แล้ว
แต่คำถามสำคัญที่ยังคงอยู่ก็คือ แผนการเตรียมตัวทั้งหมดนั้น จะสามารถรับน้ำที่หลายฝ่ายกะเกณฑ์กันว่าอาจจะถึง 2 หมื่นล้าน ลบ.ม. ได้จริงหรือ
ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 ก.พ. นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากการติดตามพื้นที่ตลอด 5 วันที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปว่าจะมีการอนุมัติโครงการป้องกันน้ำท่วมเพิ่มเติมอีก 117 โครงการ ใช้งบประมาณอีก 5,000 ล้านบาท ซึ่งแต่ละหน่วยงานจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 20 ก.พ.นี้ ส่วนพื้นที่แก้มลิงสามารถรวบรวมได้ทั้งหมด 1.5 ล้านไร่ รองรับน้ำได้ประมาณ 5,000 ล้าน ลบ.ม. หากเป็นไปได้รัฐบาลก็ยังต้องการพื้นที่แก้มลิงจากประชาชนเพิ่มเติมให้ครบ 2 ล้านไร่
ในห้วงเวลาเดียวกับที่นายกรัฐมนตรีเริ่มทัวร์นกขมิ้น อุเทน ชาติภิญโญ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านการระบายน้ำ และอดีตประธานคณะกรรมการผันน้ำลงทะเล ของศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ได้นำคณะทำงานอีกชุดหนึ่ง ประกอบด้วย ผู้บริหารระดับสูงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมของการจัดเก็บน้ำในเขื่อน การระบายน้ำ และความพร้อมของคู คลอง หนอง บึง ว่าแท้จริงแล้วแนวทางปฏิบัติที่รัฐบาลเตรียมไว้ จะสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงหรือไม่
ผงะบึงใหญ่หมดสภาพรับน้ำ
ก่อนที่ยิ่งลักษณ์จะเดินทางไป ที่ “บึงสีไฟ” จ.พิจิตร เพียงไม่กี่ชั่วโมง อุเทนก็ล่วงหน้านำทีมลงไปก่อน เพื่อรับฟังปัญหาจากเจ้าหน้าที่ในบริเวณดังกล่าว
หากมองโดยผิวเผิน บึงสีไฟจะมีพื้นที่ครอบคลุมกว่า 3 หมื่นไร่ ทว่าเมื่อลงไปดูพื้นที่จริง อุเทนถึงกับผงะ เนื่องจากพบว่ามีเนื้อที่ของบึงเหลือเพียง 5,000 ไร่เท่านั้น
ทั้งนี้ พื้นที่ที่เป็นบึงเดิมได้ถูกแปรสภาพไปเป็นบ้านจัดสรร บ้านเรือนประชาชน และยังออกเอกสารสิทธิ น.ส.3ก. ได้อีก ทำให้ไม่เหลือช่องทางระบายน้ำเข้าและออกไปยังแม่น้ำยมและแม่น้ำน่าน ทำให้รับได้เพียงน้ำฝนเท่านั้น อีกทั้งเพิ่งมีการขุดลอกไปได้เพียง 400 ไร่ ลึกประมาณ 4 ม. ต่ำกว่าพื้นที่ที่ตื้นเขินเพียง 1-2 ม.เท่านั้น
ยิ่งน่าแปลกใจมากขึ้นไปอีก เมื่อพื้นที่บึงสีไฟอยู่ภายใต้ความดูแลของกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม ซึ่งแน่นอนภารกิจหลักของกรมเจ้าท่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำแก้มลิงหรือพื้นที่รับน้ำ หากแต่ดูแลเรื่องการคมนาคมขนส่งทางน้ำเป็นหลัก ฉะนั้นถึงเวลาต้องคิดแล้วว่าจะทำอย่างไรให้หน่วยงานอย่างกรมชลประทาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สามารถเข้าไปมีอำนาจเต็มในการจัดการ
ต่อจากนั้น อุเทนได้เดินทางไปตรวจเยี่ยม “บึงบอระเพ็ด” เนื้อที่กว่า 1.3 แสนไร่ เพื่อตรวจสอบถึงความเป็นไปได้ในการปรับปรุงสภาพให้เป็นแก้มลิง ตามโครงการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำที่มีอยู่แล้ว โดยจะทำพนังกั้นพื้นที่กว่า 8.2 หมื่นไร่ เพื่อให้สามารถกักเก็บน้ำได้ 180 ล้าน ลบ.ม.
สุดท้ายก็พบว่ามีปัญหาในลักษณะเดียวกัน คือ มีผู้บุกรุกมากกว่า 6 หมื่นไร่ ทั้งที่ไม่มีเอกสารสิทธิ รวมถึงยังไม่ได้มีรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ส่วนเส้นทางรับน้ำเข้า-ออกจากแม่น้ำน่านและคลองท่าตะโก พบว่าขณะนี้ประตูระบายน้ำที่บริเวณปากทางแม่น้ำน่านได้รับความเสียหายค่อนข้างมากจากมหาอุทกภัยที่ผ่านมา และยังไม่ได้รับการซ่อมแซม
“ทุกบึงยังคงไม่พร้อมที่จะเป็นแหล่งรับน้ำ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องเร่งเสนอต่อนายกฯ ก็คือ ทำอย่างไรให้สามารถรวมการจัดการทั้งหมดไว้ที่ส่วนกลางได้ และสามารถขุดลอกได้ทันก่อนที่น้ำจะมา” อุเทน กล่าว
อัด กยน.กักน้ำผิดแผน
บรรพต แสงเขียว อดีตรองผู้ว่าการ กฟผ. ชำแหละแผนของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ในข้อ 1 ว่า เป้าหมายที่ระบุถึง “โครงการปรับปรุงสภาพลำน้ำสายหลักและคันริมแม่น้ำส่วนที่เหลือ” รวมไปถึง “โครงการปรับปรุงพื้นที่เกษตรชลประทานให้เป็นแก้มลิง 2 ล้านไร่” นั้นยังมองไม่เห็นความชัดเจน เพราะเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ที่ กฟผ.รับผิดชอบนั้น ถึงตอนนี้แนวคิดการบริหารจัดการก็ยังคงเป็นแบบเก่า นั่นคือกักเก็บน้ำไว้ใช้เพื่อการชลประทานเป็นหลัก ส่วนการป้องกันอุทกภัยนั้นถือเป็นเรื่องรองลงมา
บรรพตตั้งคำถามถึงตัวเลขน้ำในเขื่อน 45% ที่นายกฯ รับข้อมูลมาจาก กยน. ว่า เป็นข้อมูลที่ถูกต้องหรือไม่ เนื่องจากหากกักเก็บในระดับนี้จะมีน้ำเหลือคาอ่าง 2 เขื่อนมากถึง 1 หมื่นล้าน ลบ.ม. จากความจุทั้งสองอ่าง 2.2 หมื่นล้าน ลบ.ม. ซึ่งถือว่ายังคงเสี่ยงต่อการรับมือกับปริมาณพายุฝนที่อาจเข้ามาอย่างต่อเนื่อง 5-6 ลูกเช่นเดียวกับปีที่แล้ว
“ปีที่ผ่านมามีน้ำเข้าทั้งสองเขื่อน 2.3 หมื่นล้าน ลบ.ม. ซึ่งโดยปกติเขื่อนเจ้าพระยาสามารถปล่อยน้ำได้สูงสุด 2,800 ลบ.ม./วินาที จากค่าปกติ คือ 2,200 ลบ.ม./วินาที แต่ปีที่แล้วฝนตกเยอะ ทำให้น้ำภายใน 2 เขื่อนใหญ่เพิ่มขึ้นมหาศาล จนไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยามากถึง 5,300 ลบ.ม./วินาที” บรรพต ชี้ให้เห็น
โดยปกติทุกเขื่อนในประเทศไทยใช้หลักการกักเก็บน้ำเหมือนกันทั้งหมด ช่วงต้นปีน้ำจะไหลผ่านเขื่อนน้อย และจะเริ่มมากขึ้นตั้งแต่เดือน เม.ย.-ส.ค. ดังนั้นต้องเร่งระบายน้ำออกให้มากที่สุด จากนั้นจึงค่อยกักเก็บน้ำที่เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย.ไว้ โดยไม่ปล่อยออกสักหยด ไม่ว่าฝนจะตกมากเท่าใดก็จะไม่มีปัญหาเหมือนปีที่ผ่านมา และไม่จำเป็นต้องเวนคืนที่ดินจำนวนมากตามที่ กยน.เสนอด้วยซ้ำ
“ต้องปรับแนวคิด คือ ช่วงเดือน ส.ค.-ธ.ค. ต้องเก็บน้ำทั้งหมดในเขื่อนให้เป็นแก้มลิง ห้ามปล่อยออกเลย ซึ่งตัวเขื่อนภูมิพลจะสามารถเก็บเพิ่มได้ 9,400 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนสิริกิติ์เก็บเพิ่มได้อีกประมาณ 6,500 ล้าน ลบ.ม. ส่วนแม่น้ำยมเก็บได้ 4,000 ล้านลบ.ม. จากโครงการแก้มลิงตามนโยบายของรัฐบาล ทำให้น้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาที่ จ.ชัยนาท เหลือน้ำเพียง 2,200 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะทำให้ทั้ง จ.ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง และ จ.พระนครศรีอยุธยา รอดพ้นจากวิกฤตน้ำท่วมอย่างถาวร”
อย่างไรก็ตาม เมื่อนำแนวคิดการกักเก็บน้ำในเขื่อนระดับนี้ไปอธิบายต่อกรมชลประทาน ก็พบว่ากรมชลประทานไม่อาจปล่อยให้น้ำเหลือต่ำกว่านี้ได้ เนื่องจากประเทศไทยยังคงมีเส้นเลือดใหญ่คือการเกษตร หากไม่มีน้ำใช้ก็ไม่สามารถทำนาทำสวนได้ ขณะเดียวกันหลายปีที่ผ่านมามีกรณีฟ้องร้องกันระหว่างเกษตรกรและกรมชลประทานอยู่หลายคดี เนื่องจากน้ำที่ไหลผ่านระบบชลประทานมีไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตตามปกติ
“ปีที่ผ่านมา อุทกภัยในบ้านเราถือเป็นวิกฤตที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจเป็นอันดับ 3 รองจากแผ่นดินไหวสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่น และแผ่นดินไหวที่ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งอุทกภัยถือเป็นวิกฤตที่ควบคุมได้ ฉะนั้นต้องเลือกว่าคุณอยากจะแก้ปัญหาเรื่องอุทกภัยเป็นหลัก หรือเรื่องการชลประทานเป็นหลัก” บรรพต ตอบข้อสงสัย
ผุดเขื่อนสาละวินพ่วงอุโมงค์ผันน้ำ
อีกจุดหนึ่งที่บรรพตได้ลงพื้นที่สำรวจ คือ “ลำน้ำแม่แตง” อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ที่เขาเคยเสนอความคิดไปยังคณะรัฐมนตรีชุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2547 ภายใต้เมกะโปรเจกต์ “เขื่อนสาละวิน” โดยให้ลำเลียงน้ำจากแม่น้ำสาละวิน จากบริเวณที่จะก่อสร้างเขื่อนท่าซางเข้ามายังประเทศไทย โดยผ่านท่อลอดความยาว 88 กม. กว้าง 8-9 ม. ให้มาโผล่ที่ อ.แม่แตง และลำเลียงต่อไปจนถึงอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล อ.ดอยเต่า ต่อไป ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถชักน้ำเข้ามาได้ถึงปีละ 3,000 ล้าน ลบ.ม./ปี
บรรพต อธิบายว่า การจัดการในรูปแบบนี้จะสามารถนำน้ำเข้ามาสู่อ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนภูมิพลและแม่น้ำปิง จ.เชียงใหม่ ได้ต่อเนื่อง ลดปัญหาภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นอย่างถาวร รวมถึงเปลี่ยนจุดประสงค์การใช้เขื่อนภูมิพลให้เป็นพื้นที่รับน้ำฝนอย่างเต็มที่ ส่วนการชลประทานนั้นก็ให้ใช้น้ำจากเขื่อนสาละวินและอุโมงค์ความยาว 88 กม.นี้ เข้ามาหล่อเลี้ยงชีวิตประชาชนแทน ตั้งแต่เดือน ส.ค.-ธ.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่เขื่อนหลักควรจะพร่องน้ำให้เหลือน้อยที่สุด
“ต้องไม่ลืมว่าการจัดการน้ำท่วม-น้ำแล้ง แยกจากกันไม่ได้เด็ดขาด โดยปกติเราจะไม่มีน้ำในเขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนภูมิพลตลอดเดือน ส.ค.-ก.ย. ส่วนใหญ่ปีที่น้ำแล้งจะสลับกับปีที่น้ำท่วม ซึ่งโครงการหนึ่งที่จะช่วยแก้ไขปัญหาน้ำแล้งก็คือโครงการผันจากสาละวินมายังเขื่อนภูมิพล” บรรพต กล่าว
เขาอธิบายว่า โครงการดังกล่าวไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล เพราะแม่น้ำสาละวินนั้นมีน้ำเข้ามาเติมตลอด อีกทั้งระดับน้ำก็มีความสูงเหนือลำน้ำแม่แตง สามารถผันได้โดยใช้หลักของแรงโน้มถ่วงตามธรรมชาติ หากปีใดน้ำน้อยก็ให้ลำเลียงน้ำเข้ามา ส่วนปีที่น้ำมากก็ไม่ต้องเอามา โดยไม่ให้ฟ้าดินมากำหนดชะตากรรมประเทศไทยเพียงอย่างเดียวต่อไป
“ต้นทุนทั้งหมด กฟผ.คำนวณไว้แล้วน่าจะใช้ประมาณ 2 แสนล้านบาท แต่หากคิดให้ดีแล้ว คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม เพราะเมื่อแล้งเราก็มีน้ำใช้ และต้นทุนน้ำจากเขื่อนสาละวินยังมีปริมาณไม่จำกัด สามารถผลิตไฟฟ้าจำหน่ายได้ปีละประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ใช้เวลา 7 ปีก็คืนทุน” อดีตรองผู้ว่าการ กฟผ. เล่าให้ฟัง
ก่อนที่จะจบลงว่า นี่ไม่ใช่แนวทางการจัดการทั้งหมด แต่เป็นการเสนอแนวคิดไปยังสังคม ว่าเห็นด้วยหรือไม่







