
ชำแหละทัวร์นกแก้วสร้างภาพ-ไม่เห็นปัญหาจริง
ถึงวันนี้ “ทัวร์นกแก้ว” ของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็เดินทางมาถึงวันสุดท้าย
ถึงวันนี้ “ทัวร์นกแก้ว” ของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็เดินทางมาถึงวันสุดท้าย
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
ถึงวันนี้ “ทัวร์นกแก้ว” ของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็เดินทางมาถึงวันสุดท้าย ท่ามกลางงบประมาณที่อนุมัติลงไปหลายหมื่นล้านบาท ภายใต้การแจกแหลกทุกโครงการที่จังหวัดนำเสนอมา ตั้งแต่การปลูกป่าบนพื้นที่ต้นน้ำ ปรับพื้นที่รับน้ำให้เป็นแก้มลิง ไปจนถึงการปรับปรุงโครงสร้างการจัดการน้ำในพื้นที่กลางน้ำและปลายน้ำ ให้สามารถรับมือน้ำท่วมได้ในเวลาอีก 34 เดือน และป้องกันน้ำท่วมอย่างถาวรตลอดไป
แต่ในอีกด้านหนึ่ง การวิพากษ์วิจารณ์ก็เกิดขึ้นอย่างหนาหูว่า ความคุ้มค่าที่ลงไปสามารถตอบแทนกลับมาสู่ประชาชนได้หรือไม่ รวมถึงเสียงของประชาชนในพื้นที่จะสะท้อนไปถึงรัฐบาลหรือไม่
ศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน มองว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการสร้างภาพของรัฐบาล และเบี่ยงเบนกระแสการแก้ปัญหาที่ล่าช้า โดยลบภาพความมะงุมมะงาหราแต่เดิมที่เคยมีมา ซึ่งการแก้ปัญหาน้ำท่วมทั้งหมด เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ควรจะเกิดขึ้นตั้งแต่เดือน ธ.ค.แล้ว แต่วันนี้ยังลงไปเดินหาเสียงและให้ความหวังกับคนในพื้นที่อยู่ว่าจะทำอะไร ซึ่งผิดจังหวะและเวลา อะไรที่ควรจะทำกลับไม่ทำ
“รัฐบาลเอาแต่คุยโม้ว่า หาพื้นที่รับน้ำไว้แล้ว 45 แสนไร่ ทั้งที่พื้นที่ตรงนั้นก็เป็นพื้นที่รับน้ำ และน้ำก็ท่วมทุกปีอยู่แล้ว ซ้ำยังอ้างอีกว่าจุดไหนจะรับได้เท่าใด อยากถามว่าได้พูดคุยกับชาวบ้านในพื้นที่แล้วหรือยังว่าจะจัดการกับเขาอย่างไร เรื่องนี้ต้องทำให้ชัดเจน” ศรีสุวรรณ กล่าว
ศรีสุวรรณ ยังวิจารณ์ถึงการลงพื้นที่โดยนำส่วนราชการติดตามเป็นจำนวนมากว่า สิ้นเปลืองงบประมาณ หากจะนำไปทัวร์ลักษณะนี้จริง ก็สามารถจัดประชุมที่ทำเนียบรัฐบาลแล้วถ่ายทอดผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ก็ได้ เพราะเมื่อลงไปแต่ละจังหวัดนั้น ทางผู้ว่าราชการจังหวัด (ผวจ.)แต่ละจังหวัด ก็มีธงไว้แล้วว่าจะมีโครงการอะไร
“เร็วๆ นี้ผมจะฟ้องคณะรัฐมนตรีต่อศาลปกครอง เพื่อเพิกถอนมติที่ให้นิคมอุตสาหกรรมต่างๆ สร้างเขื่อนกั้นน้ำเป็นของตัวเอง เนื่องจากได้ทำหนังสือไปยัง กยน. กยอ. แล้ว ว่าจะต้องศึกษาผลกระทบ รวมถึงรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่ก่อน เพราะการสร้างเขื่อนจะกั้นน้ำและขวางทางน้ำ ให้ชาวบ้านต้องลำบากมากขึ้น ซึ่งวันนี้ยังไม่มีความคืบหน้า และการลงพื้นที่ของนายกฯ ก็ไม่ได้ดูในจุดนี้เลย” ศรีสุวรรณ ระบุ
ขณะที่ หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ กล่าวว่า แม้ว่านายกฯ จะเดินทางไปตรวจพื้นที่ตั้งแต่ต้นน้ำ ยันปลายน้ำ แต่รัฐบาลกลับใช้โอกาสนี้ไปยังพื้นที่ที่จังหวัดจัดเตรียมไว้เท่านั้น ไม่ได้ลงไปตรวจสอบวิถีชีวิตชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณนั้นจริงๆ ยกตัวอย่างเช่นการลงพื้นที่บึงระมาน บึงตะเคร็ง ที่ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก หรือแม้กระทั่งบึงสีไฟ จ.พิจิตร บึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ หรือแม้กระทั่งค่ายทหารใน จ.ลพบุรี ที่ ยิ่งลักษณ์ลงไปนั่งเรือชม ล้วนเป็นพื้นที่ที่ต้องพัฒนา และกักเก็บน้ำอยู่แล้ว แต่เมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่นั้น พื้นที่ที่ลำบากไม่ใช่ในบึง หากแต่เป็นบ้านเรือนประชาชนที่ใช้ชีวิตอยู่โดยรอบ ซึ่งทุกคนอยากจะเสนอแนวคิดต่อรัฐบาล แต่กลับปิดโอกาสในการเปิดเวทีแสดงความคิดเห็น มีแต่ตัวนายกฯ ไปฟังสรุปจากหน่วยงานราชการเท่านั้น
หาญณรงค์ บอกอีกว่า แม้จะมีข้อเสนอออกมาว่า รัฐบาลจะมีทิศทางแก้ปัญหาน้ำท่วมในปีนี้อย่างไร แต่ทุกอย่างกลับยังลอยๆ ไม่มีข้อมูล ทั้งที่หากจะศึกษาผลกระทบว่าจะทำโครงการใด ต้องมีกฎเกณฑ์แน่ชัดก่อน ไม่ใช่พอลงพื้นที่แล้วไอเดียนายกฯ ไปทางหนึ่ง ขณะที่ กยน.ไปอีกทางหนึ่ง ทุกอย่างก็มั่วไปหมด
“คุณกิจจา ผลภาษี กรรมการ กยน.ออกมาบอกว่าจะสร้าง 5 เขื่อน ขณะที่นายกฯ ลงพื้นที่ ทั้งที่นายกฯ ยังไม่ได้พูดอะไร ทุกคนก็คิดแล้วว่ารัฐบาลจะทำ เพราะมี กยน.ไปด้วย สุดท้ายก็มืดมนว่าข้อเสนอคืออะไร หรืออย่างการจัดหาพื้นที่รับน้ำหลากนั้น หลายฝ่ายก็ยังสับสนว่า รัฐจะจ่ายเงินชดเชยเท่าไรมากกว่าอยากรู้ว่ารัฐบาลจะหาพื้นที่ใดบ้าง แต่ข้อมูลทุกอย่างที่คนอยากรู้กลับสับสน มีแต่การลงไปรับฟังสรุปข้อมูลของรัฐบาลเท่านั้น” หาญณรงค์ กล่าว
เขาฝากไปยังรัฐบาลว่า หลังจากนี้เป็นไปได้หรือไม่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือกระทรวงมหาดไทย จะลงพื้นที่รับฟังความเห็นอีกครั้ง หรือจัดเวทีประชาคม มากกว่าที่จะใช้วิธีลงไปเช่นนี้ แล้วสรุปกันเอง







