
ดร.สุเมธ วอนผู้นำต้องเสียสละยึดคุณธรรม อย่าหลงพระเดช
งานเสวนา “ภาวะผู้นำ...ฝ่าวิกฤติประเทศไทย” ที่จัดโดย ชมรมคอลัมนิสต์
งานเสวนา “ภาวะผู้นำ...ฝ่าวิกฤติประเทศไทย” ที่จัดโดย ชมรมคอลัมนิสต์
นักจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ไทย ณ ห้องอินฟินิตี้ 1 โรงแรมพลูแมน รางน้ำ กรุงเทพฯ เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ (16 กุมภาพันธ์ 2555)
ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขามูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “ภาวะผู้นำ...ฝ่าวิกฤติประเทศไทย” ขณะที่งานเสวนาต่อจากนั้น เป็นหัวข้อ “ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจและการเมือง ไทย” โดยมี นายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร นายสมชาย สกุลสุรรัตน์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทหารไทย ศ.ดร.พลายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมี นายเกียรติชัย พงษ์พาณนิช คอลัมนิสต์อาวุโส ร่วมเสวนาและดำเนินรายการ
ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กล่าวตอนหนึ่งว่า...มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่จำเป็นต้องมีหัวหน้าหรือมีผู้นำ ซึ่งบุคลิกของคนเป็นหัวหน้าและผู้นำ คือจะต้องมีความรับผิดชอบ สมัยก่อนเวลาออกรบ ไพร่พลแทบไม่ต้องจับอาวุธขึ้นต่อสู้กัน แค่รอยืนดูหัวหน้าหรือผู้นำของทั้ง 2 ฝ่ายสู้รบกัน ใครชนะก็ถือว่ากองทัพนั้นชนะไปด้วย ต่างจากยุคสมัยนี้ ที่หัวหน้าหลบอยู่แต่ในห้องมืด คอยบัญชา การอยู่ในที่ลับ ถ้าจะตายก็ต้องตายเป็นคนสุดท้าย หมายความว่าหัวหน้าในยุคสมัยนี้ “ชอบเอาแต่หน้า ไม่มีหัวที่จะคิด”
ทั้งนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาภายหลังได้รับตำแหน่งก็คือ พระเดช เพราะติดมากับตำแหน่งตั้งแต่ต้น แต่คนเป็นหัวหน้าหรือผู้นำก็จะต้องไม่หลงใหลไปกับพระเดช หรือใช้พระเดชในทางที่ผิดเพราะสิ่งนี้ไม่ยั่งยืนและจะสิ้นสุดไปพร้อมกับตำแหน่งที่สิ้นสุดลง แต่สิ่งที่หัวหน้าหรือผู้นำจะต้องมีคือพระคุณ และสิ่งนี้ก็จะต้องสร้างบารมีขึ้นมาเอง และไม่ว่าจะมีหรือไม่มีตำแหน่ง แต่พระคุณก็จะติดตัวของคนเป็นหัวหน้าและผู้นำตลอดไป
“ช้างตัวที่เป็นหัวหน้าฝูง นอกจากจะมีร่างกายใหญ่โตและพละกำลังมากกว่าช้างตัวอื่นๆ แล้ว ยังจะต้องจดจำแหล่งน้ำจนขึ้นใจ ต้องรู้ว่าช่วงไหนควรจะพาฝูงช้างไปกินน้ำในจุดใด ซึ่งเป็นสิ่งที่หัวหน้าฝูงพึงจะต้องมีความจดจำกที่เป็นเลิศ ไม่เช่นนั่นลูกฝูงอาจได้รับอันตรายหรืออดน้ำอดอาหารได้ ดังนั้น การรู้ตัว..รู้ทิศ...รู้ทาง จึงเป็นสิ่งที่หัวหน้าหรือผู้นำจะต้องระลึกในใจเสมอ และจะต้องรู้ว่าควรจะทำอะไรอย่างไรในช่วงจังหวะเวลาใด เพื่อนำเพื่อองค์กร และลูกน้องผ่านพ้นอันตรายไปให้ได้” ดร.สุเมธ ระบุ
นอกจากนี้ เลขามูลนิธิชัยพัฒนา ยังย้ำกด้วยว่า ผู้นำยังต้องเป็นผู้รู้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานแนวทางการแก้ไขปัญหา คือ “รู้รักสามัคคี” เพราะฉะนั้นต้องรู้ก่อน เช่น ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่ได้พระราชทานแนวทางเอาว่า จะต้อง “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” คำว่าเข้าใจ คือต้องรู้ก่อนนั่นเอง ฉะนั้น ผู้นำต้องเรียนรู้ศาสตร์ต่างๆ ถ้าไม่รู้ก็ต้องแสวงหา หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องปรึกษาผู้รู้ ถ้าไม่รู้แล้วจะบริหารได้อย่างไร พอรู้แล้วก็จะเข้าใจ จำได้ว่าเมื่อถวายงานสัปดาห์แรก พระองค์ท่านตรัสว่า “เราต้องเข้าใจภูมิสังคม” นั่นคือ ต้องเข้าใจภูมิประเทศก่อน การจะแก้ไขอะไรถ้าไม่รู้จักภูมิประเทศก็แก้ไม่ได้ ส่วนคำว่าสังคมก็ต้องเข้าใจว่าสังคมมีความหลากหลายไม่เหมือนกัน ดังนั้น จะต้องระวังการทำอะไร หากไปฝืนภูมิประเทศหรือฝืนความรู้สึกของสังคมคงไม่ได้
ดร.สุเมธ กล่าวต่อไปว่า คนเป็นผู้นำจะต้องบินสูง คือ ต้องมองเห็นภาพรวมตลอดเวลา และต้องมองไกลด้วย แต่ขณะเดียวกัน จะต้องมองต่ำและมองภาพในมุมกว้างอีกด้วย ทั้งนี้ การมองไกล คือ มีวิสัยทัศน์ ผู้นำจะต้องพยากรณ์อนาคตได้ตลอดเวลา และจะต้องมองปัญหาอยู่ในสายตา ทั้งนี้ ที่ผ่านมาพบว่ามีผู้นำหลายคนที่พยายามหนีปัญหา ดังนั้นการเป็นผู้นำจึงจะต้องประชิดปัญหาให้ได้
“ผู้นำดีที่ต้องรักษาเวลา อย่าไปต่ออายุ อย่าไปเกี่ยง รีบลงจากหลังเสือเมื่อหมดภารกิจ คนเป็นผู้นำจะต้องสร้างศรัทธาต่อประชาชนให้ได้ ถ้าไม่สร้างศรัทธาก็อยู่ไม่ได้ ผมรับรองได้ ทั้งนี้ศรัทธาสร้างได้ด้วยการที่ผู้นำจะต้องรู้จักคำว่าเสียสละ ยามที่ตัวเองเป็นหัวหน้าก็ต้องนึกถึงคนอื่นด้วย นึกถึงคนที่จะต้องนำเขาไม่ใช่นึกถึงแต่ตัวเองตลอดเวลา สุดท้ายผู้นำจะต้องมีธรรมาภิบาล ต้องมีคุณธรรม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงยึดทศพิธราชธรรม 10 ประการเหนียวแน่น แล้วเราจะไม่มีอะไรยึดเหนี่ยวกันเลยหรือ? ฉะนั้น อย่าไปตามโลกเลย โลกกำลังจะพินาศแล้ว” เลขามูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวที่สุด.







