
ยุทธศักดิ์โต้ไทยแหล่งฟอกเงิน
รองนายกฯ ปฏิเสธไทยไม่ได้อยู่ในบัญชีดำเรื่องแหล่งฟอกเงิน-ซ่องสุมผู้ก่อการร้ายอ้างเป็นแค่ทางผ่าน เร่งประสานมาเลเซียขอตัว”มาซุด ซีดากัส ซาเดท”
รองนายกฯ ปฏิเสธไทยไม่ได้อยู่ในบัญชีดำเรื่องแหล่งฟอกเงิน-ซ่องสุมผู้ก่อการร้ายอ้างเป็นแค่ทางผ่าน เร่งประสานมาเลเซียขอตัว”มาซุด ซีดากัส ซาเดท”
เวลา12.00น.พลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีการจับกุมสามชายชาวอิหร่านคือนายซาอิฟ โมราบี ผู้บาดเจ็บขาขาด นายมูฮัมหมัด ฮาซาอิ ซึ่งจับกุมได้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ และนายมาซุด ซีดากัส ซาเดท ซึ่งมาเลเซียควบคุมตัวได้หลังร่วมก่อเหตุระเบิดสามครั้งที่ซอยปรีดี พนมยงค์31 ถนนสุขุมวิท71 เมื่อวันที่ 14ก.พ. โดยอิสราเอลระบุว่าคนร้ายมีเป้าที่จะสังหารนักการทูตและบุคลากรชั้นนำของอิสราเอลในไทยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังสอบสวนและชี้แจงเป็นขั้นตอน
ส่วนชายคนร้ายอีกหนึ่งคนที่ทราบว่าร่วมก่อเหตุเพราะทราบจากการขยายผลออกมาแล้วนั้น พลเอกยุทธศักดิ์กล่าวว่าจากภาพของซีซีทีวีที่จับได้พบว่ามีชายอีกคนหนึ่งและกำลังหาหลักฐานอยู่ เรื่องนี้กำลังสอบสวนหาข้อเท็จว่าชายคนนั้นอยู่ในกทม.หรือไม่ รวมทั้งการจับกุมที่มาเลเซียด้วย และการขอส่งตัวกลับมาดำเนินคดีในไทยนั้นต้องดูในสัญญาระหว่างสองประเทศเพราะไทยกับมาเลเซียไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน
เมื่อถามว่าเหตุที่เกิดขึ้นในไทยนั้นมีความชัดเจนหรือไม่ว่า เป็นการก่อการร้ายที่เชื่อมโยงกับการก่อเหตุที่อินเดียและจอร์เจีย พลเอกยุทธศักดิ์กล่าวว่า ยังไม่ชัดเจนเพราะกำลังสอบสวน แต่ลักษณะของการดำเนินการนั้น อิสราเอลและสหรัฐอเมริการะบุว่า การดำเนินการในไทยคล้ายกับเหตุที่เกิดขึ้นในอินเดียกับจอร์เจีย
เมื่อถามว่าไทยจะมีหลักเป็นตัวของตัวเองในการดำเนินการสอบสวนเรื่องนี้หรือไม่ รวมทั้งจะดำเนินคดีให้ยุติเร็วที่สุดหรือไม่ รองนายกฯกล่าวว่าต้องรีบดำเนินการทุกอย่างให้ภาพมีความชัดเจน ไทยยังมีความเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใด เพราะไทยเป็นมิตรทั้งสองฝ่าย คืออิหร่านกับอิสราเอล เพราะสองประเทศนี้เป็นมิตรที่ดีของไทยทั้งคู่
เมื่อถามถึงมาตรการการรักษาความปลอดภัยนั้น พลเอกยุทธศักดิ์กล่าวว่า สภาความมั่นคงแห่งชาติเรียกประชุมหน่วยงานต่างๆทุกวัน และดำเนินมาตรการเข้มงวดในการตรวจตราและแจ้งข่าวให้ต่างประเทศรับทราบ เพื่อให้เข้าใจสถานภาพเหตุต่างๆในไทย เมื่อถามว่ามาตรการการควบคุมสารตั้งต้นในการทำระเบิด เพราะในไทยสามารถหาซื้อได้ง่ายนั้น รองนายกฯกล่าวว่า มีการตรวจสอบการนำเข้าและส่งออกตลอดเวลาแต่มันมีวิธีนำเข้าแบบลอดสายตาของฝ่ายตรวจสอบ ตรงนี้ไม่ขอระบุในรายละเอียด เมื่อถามว่าจะทบทวนการขอVisa on Arrival หรือไม่นั้น รองนายกฯกล่าวว่ากระทรวงการต่างประทศเริ่มทบทวนแล้ว รวมทั้งการให้บริษัทท่องเที่ยวรับทำวีซ่าให้นักท่องเที่ยวด้วย แต่ไทยนั้นเหมือนมีสองมือคือ มือหนึ่งต้องเบรกและตรวจสอบ ขณะที่อีกมือหนึ่งต้องให้นักท่องเที่ยวเข้ามา
เมื่อถามว่า เหตุที่เกิดขึ้นสองครั้งในช่วงสองเดือนนี้ การข่าวของไทยไว้ใจได้หรือไม่ เพราะต่างประเทศแจ้งเตือนแล้วแต่ไทยบอกว่าไม่มีอะไร สุดท้ายมันกลับเกิดเหตุ รองนายกฯกล่าวว่า ยอมรับว่าต่างประเทศเตือนหลายอย่าง เมื่อถามว่าข้อมูลของไทยนั้นมีข้อมูลสมาชิกก่อการร้ายที่เข้ามาในประเทศหรือไม่ รองนายกฯกล่าวว่า ในโลกนี้มันมีทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะไทย เพราะไทยเป็นประเทศเสรีและต้องการนักท่องเที่ยวเนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมทำเงินเข้าประเทศ แต่ต้องตรวจสอบนักท่องเที่ยวแล้ว
ส่วนการแฝงตัวของผู้ก่อการร้ายในคราบนักท่องเที่ยวนั้น พลเอกยุทธศักดิ์ กล่าวว่า ทางการข่าวนั้นมีการส่งข้อมูลตลอดว่าวันนี้จะมีบุคคลน่าสงสัยจากประเทศใดจะเข้ามาในประเทศใดบ้าง เมื่อถามว่าเครื่องมือการตรวจสอบข้อมูลคนร้ายระหว่างสนามบินของไทยนั้นคล้ายว่าจะหย่อนยานด้านนี้ พลเอกยุทธศักดิ์กล่าวว่า หากเครื่องมือของไทยไม่ดีนั้นจะจับคนร้ายคนที่สองที่สนามบินสุวรรณภูมิได้ จากนั้นสันติบาลประสานมาเลเซียว่า มีคนร้ายอีกหนึ่งคนกำลังเข้าไปและตรวจสอบจับกุมให้ด้วย ขอเรียนว่า ความร่วมมือไทยกับมาเลเซียนั้น มีความร่วมมือกันดีระหว่างตำรวจสันติบาลทั้งสองประเทศ
เมื่อถามว่านานาชาติเตรียมขึ้นบัญชีดำว่าไทยเป็นประเทศแหล่งซ่อมสุมผู้ก่อการ้ายและฟอกเงินนั้น รองนายกฯกล่าวด้วยน้ำเสียงเข้มว่า “ใครพูด ยังไม่มีคำเตือนแบบทางการออกมา ไทยไม่ใช่แหล่งฟอกเงิน เพราะตนทราบว่าประเทศใดเป็นแหล่งฟอกเงิน ไม่ใช่ไทยแน่ แต่ไทยเป็นทางผ่านเพราะผ่านง่ายและมีเสรี แม้มือหนึ่งเราเชิญนักท่องเที่ยวเข้าประเทศแต่อีกมือหนึ่งไทยก็ตรวจสอบแบบเข้มงวด ยืนยันไม่มีการขึ้นบัญชีดำในสองเรื่องนี้”







