posttoday
หนี้ปตท.ควรเป็นหนี้สาธารณะหรือไม่

หนี้ปตท.ควรเป็นหนี้สาธารณะหรือไม่

16 กุมภาพันธ์ 2555

แนวคิดเรื่องการขายหุ้นรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อย่างเช่น ปตท.และการบินไทย จำนวน 2%

แนวคิดเรื่องการขายหุ้นรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อย่างเช่น ปตท.และการบินไทย จำนวน 2%

ให้กับกองทุนวายุภักษ์ เพื่อให้พ้นสภาพจากการเป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจะทำให้หนี้ของบริษัทเหล่านี้ ไม่ถูกนับเป็นหนี้ของรัฐบาลหรือหนี้สาธารณะอีกต่อไป กลายเป็นประเด็นข่าวร้อนและถูกนำไปขยายความ ถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์ กันต่างๆ นานา ถึงขนาดมีการตีความว่า นี่เป็นแผนการอันแยบยล ที่จะนำเอารัฐวิสาหกิจที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ไปขายให้กับนายทุนหรือเอกชน เพื่อแสวงหาผลประโยชน์อันมหาศาลจากการดำเนินกิจการของ ปตท.

ความจริงแล้วก็ไม่น่าแปลกใจหรอกครับว่า ทำไมถึงมีคนคิดไปในด้านร้ายได้ถึงขนาดนั้นทั้งนี้เพราะพฤติกรรมของนักการเมืองในบ้านเรานั่นเอง ที่ทำให้ประชาชนไม่ไว้วางใจ ประกอบกับการเล่นการเมืองในบ้านเรา มีลักษณะที่ต้องโจมตีให้ร้ายกันไว้ก่อน ทำให้นักการเมืองต้องแสดงบทบาทที่แข็งกร้าวกับฝ่ายตรงข้ามเข้าไว้ จึงทำให้การเมืองบ้านเรา ไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ และทุกฝ่ายต้องออกมาโจมตีกัน โดยมองอีกฝ่ายหนึ่งว่า มีแต่เจตนาที่เลวร้าย และมีแต่พวกของตัวเองเท่านั้นที่มีเจตนาดีต่อชาติบ้านเมือง

เรื่องการขายหุ้นรัฐวิสาหกิจจำนวน 2% ให้กับกองทุนวายุภักษ์นั้น ถ้าเราพิจารณากันอย่างไม่มีอคติแอบแฝงหรือมีความหวาดระแวงเป็นที่ตั้งแล้ว เราจะเห็นว่าผู้เสนอมีเจตนา เพียงแค่จะแก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะของรัฐบาล ซึ่งนับวันมีแต่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามภาระของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศ ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง ตลอดจนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ลดน้อยลง

ทำให้เราต้องพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น รัฐบาลก็ต้องจัดสรรงบลงทุนเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่งบลงทุนในปัจจุบันมีจำกัด (ไม่ถึง 25% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี) เพราะถูกบีบด้วยกรอบการจัดทำงบประมาณการคลังที่ยั่งยืน ว่างบชำระหนี้ต้องไม่เกิน 15% ของวงเงินงบประมาณประจำปี ซึ่งปัจจุบันควรจะอยู่ที่ 12% แต่ถูกปรับลดลงมาเหลือ 9.3% (ดังนั้นที่ รมว.คลังคนเก่ากับคนใหม่กำลังเถียงกันอยู่ว่าตัวเลขใครถูกใครผิด หยุดเถียงกันได้แล้วครับเพราะถูกทั้งคู่) ดังนั้นถ้าไม่แก้ตรงนี้เราก็จะมีปัญหาในการตั้งงบชำระหนี้ในปีหน้า เพราะปีนี้เราตั้งงบชำระหนี้เงินต้นเพียง 1% เศษๆ เท่านั้น

ปัญหาเรื่องหนี้สาธารณะไม่ใช่เรื่องของเพดานหนี้ต่อจีดีพีอย่างที่บางคนเข้าใจนะครับ เพดานหนี้ปัจจุบันอยู่ที่ 4142% แต่กู้ได้ถึง 60% ดังนั้นถ้ารัฐบาลจะกู้ก็กู้ได้อีกถึง 2 ล้านล้านบาทสบายๆ ครับ แต่ปัญหามันอยู่ที่การตั้งงบประมาณชำระหนี้ ซึ่งต้องไม่เกิน 15% ของวงเงินงบประมาณครับ ทำให้รัฐบาลต้องหาทางลดหนี้สาธารณะลง และการขายหุ้นรัฐวิสาหกิจอย่าง ปตท.หรือการบินไทย เพียง2% ให้กับกองทุนวายุภักษ์ ก็เป็นทางออกทางหนึ่งครับ

คำถามคือ ถ้าขายแล้วจะกระทบอะไรกับสถานะและการบริหาร ตลอดจนการกำกับดูแลให้หน่วยงานดังกล่าว ยังคงเป็นเครื่องมือให้รัฐบาลต่อไปหรือไม่ คำตอบคือถ้าเป็นการขายเพียงแค่ 2% และเป็นการขายให้กับกองทุนวายุภักษ์ ซึ่งกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 70% ก็เท่ากับย้ายหุ้นจากกระเป๋าซ้ายมากระเป๋าขวา รัฐบาลยังคงมีอำนาจในการกำกับดูแลหน่วยงานเหล่านี้ได้เหมือนเดิม เพียงแต่สถานะของหน่วยงานจะเปลี่ยนไปจากการเป็นรัฐวิสาหกิจมาเป็นบริษัทเอกชนเท่านั้น แต่ก็ยังคงเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติ หรือสายการบินแห่งชาติอยู่ เพราะรัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ การบริหารงานก็คงไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะปัจจุบันก็บริหารงานในระบบของบริษัทเอกชนอยู่แล้ว เพียงแต่จะมีความคล่องตัวมากขึ้น เพราะไม่ติดขัดกับข้อกำหนดต่างๆ ของระเบียบปฏิบัติของรัฐวิสาหกิจอีกต่อไป เช่น เรื่องการขออนุมัติงบประมาณ หรือแผนการลงทุน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ผมต้องเรียนว่า แนวความคิดนี้ต้องจำกัดอยู่เพียงแค่นี้เท่านั้นนะครับ รัฐบาลไม่ว่าชุดใดก็ตาม ไม่ควรคิดต่อยอดโดยการลดสัดส่วนหุ้น (ขายหุ้น) ในหน่วยงานเหล่านี้ให้ต่ำลงไปกว่า 49% หรือเมื่อกองทุนวายุภักษ์ (ซึ่งปัจจุบันเป็นกองทุนปิด) ครบกำหนดอายุต้องขายคืนหน่วยลงทุนให้กับประชาชนแต่กระทรวงการคลังต้องการเปลี่ยนสภาพเป็นกองทุนเปิด และนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ก็ต้องมีการกำหนดสัดส่วนหุ้นที่จะเข้าขายในตลาดเพื่อให้มั่นใจว่า กระทรวงการคลังยังเป็นผู้ถือหุ้นในระดับ 70% ในกองทุนวายุภักษ์เหมือนเดิม เพื่อให้รัฐบาลยังคงสามารถกำกับดูแลหน่วยงานเหล่านี้ได้ตลอดไป

แต่ทั้งหมดที่พูดมานั้น ผมคิดว่ามันเป็นแค่ประเด็นเชิงเทคนิค ว่าจะโอนหนี้หรือไม่โอนหนี้เท่านั้น ไม่ใช่ประเด็นของหลักการที่ผมตั้งเป็นหัวเรื่องของบทความของผมในวันนี้ว่า หนี้ของ ปตท.ควรเป็นหนี้สาธารณะหรือไม่

หากพิจารณาในแง่หลักการ ผมมีความเห็นว่าวันนี้ ปตท.ทำธุรกิจด้านพลังงานแข่งขันกับเอกชนเต็มตัว และไม่ได้แข่งขันแต่เฉพาะในบ้านเราเท่านั้น แต่ต้องแข่งขันกับบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติต่างๆ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ดังนั้นประสิทธิภาพและความสามารถในการบริหารจัดการ รวมไปถึงความสามารถในการบริหารความเสี่ยง เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก การที่ ปตท.ต้องพึ่งพาตนเองในเรื่องการบริหารการเงินโดยไม่ต้องพึ่งพารัฐบาล (ซึ่งปัจจุบัน ปตท.ก็ทำอยู่แล้วเพราะรัฐบาลก็ไม่ได้ค้ำประกันเงินกู้ให้กับ ปตท. และ ปตท.ก็ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับเดียวกับอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ) จึงเป็นเรื่องที่เหมาะสมและเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับ ปตท.เอง

จริงอยู่ถึงแม้ธุรกิจที่ ปตท.ทำอยู่จะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ แต่ถ้า ปตท.ช่วยตัวเองได้อยู่แล้ว ทำไมเราจะต้องเอาหนี้ของ ปตท.มาแบกให้เป็นหนี้สาธารณะที่ประชาชนทุกคนต้องเข้ามาร่วมรับผิดชอบด้วย (หากมีเหตุสุดวิสัยเกิดขึ้น)

ดังนั้นประเด็นนี้ผมมองว่า ไม่ได้อยู่ที่ว่าเราควรขายหุ้น ปตท.ออกไปเพื่อไม่ให้เป็นรัฐวิสาหกิจหรือไม่หรอกครับ เพราะผมมองตรงกันข้ามกับคนอื่นว่า ยังไงๆ รัฐบาลก็ไม่ยอมปล่อย ปตท.ให้หลุดมือออกไปจากการควบคุมของรัฐบาลอยู่แล้ว

แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าหนี้ของ ปตท.ควรเป็นหนี้สาธารณะหรือเปล่าต่างหาก !!!

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท