
รัฐบุรุษกับนักการเมือง
คนที่วางแผนสามารถนำ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ กับ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
คนที่วางแผนสามารถนำ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ กับ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
โดย..ภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์
ยืนเคียงคู่กันเพื่อสร้างภาพแห่งความปรองดองอย่างน้อยก็ในเชิงสัญลักษณ์นั้น มองอีกมุมหนึ่งนั่นคือภาพที่รัฐบุรุษพบกับนักการเมืองซึ่งเห็นความแตกต่างชัดเจน รัฐบุรุษมองไกลแต่นักการเมืองมองใกล้เฉพาะหน้าเท่านั้น รัฐบุรุษคิดถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ แต่นักการเมืองคิดเฉพาะผลประโยชน์ของตนเป็นหลัก รัฐบุรุษท่านนี้ได้ทำในสิ่งที่เป็นคุณูปการอย่างใหญ่หลวงแก่ประเทศไทยและประชาชนไทย หากนักการเมืองวันนี้ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เศษหนึ่งส่วนสี่ของท่าน บ้านเมืองคงมั่นคงและสงบเรียบร้อยมากกว่านี้
พล.อ.เปรม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 16 ติดต่อกัน 3 สมัย ตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค.2523-3 ส.ค. 2531 รวม 8 ปี ซึ่งขณะนั้นรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุว่า นายกรัฐมนตรีต้องเป็น สส. แต่สภาผู้แทนราษฎรได้หยั่งเสียงและเลือกท่านเป็นนายกรัฐมนตรีถึง 3 ครั้ง หลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2531 มีความพยายามที่จะให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 4 ท่านปฏิเสธโดยใช้คำพูดสั้นๆ ว่า “ผมพอแล้ว”
ท่านได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรี เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2531 เป็นรัฐบุรุษเมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2531 และเป็นประธานองคมนตรี เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2541 ต่อจากสัญญา ธรรมศักดิ์ ซึ่งถึงแก่กรรม
ก่อนที่ท่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยแรก ท่านเป็นทหารอาชีพซึ่งมีตำแหน่งสูงสุดทางราชการ เป็นผู้บัญชาการทหารบก (1 ต.ค. 2521-25 ส.ค. 2524) ในสมัยรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ท่านดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีกลาโหม ควบกับตำแหน่ง ผบ.ทบ. (24 พ.ค. 2522-3 มี.ค. 2523) เมื่อท่านขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านควบตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมด้วย
ท่านเคยมีประสบการณ์ทางการเมืองมาก่อน โดยได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2502 สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติและสมาชิกวุฒิสภา เมื่อปี 2511-2516 สมัยรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร แสดงว่าผู้ใหญ่ได้เห็นแววของท่านมาตั้งแต่สมัยท่านยังเป็นทหารหนุ่ม
ก่อนที่ท่านขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ท่านได้ถูกฝึกหรือผ่านการเตรียมการในการทำงานมามาก ทั้งงานวิชาชีพที่ขึ้นสูงสุดถึงตำแหน่ง ผบ.ทบ. และงานการเมือง ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ ก็ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีทันที
ระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ท่านถูกลอบสังหาร 1 ครั้ง ที่ จ.ลพบุรี แต่แคล้วคลาดมาได้ และถูกรัฐประหาร 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 เม.ย. 2524 ที่เรียกว่า “กบฏเมษาฮาวาย” โดยกลุ่มทหารหนุ่ม ที่ขอให้ พล.อ.สัณห์ จิตรปฏิมา รอง ผบ.ทบ. เป็นหัวหน้า และอีกครั้งเมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2528 ที่เรียกว่า “นัดแล้วไม่มา” โดยมี พ.อ.มนูญ รูปขจร (ยศขณะนั้น) เป็นผู้ดำเนินการทั้งสองครั้ง เมื่อไม่สำเร็จก็กลายเป็นกบฏไป
8 ปีในการบริหารประเทศ ท่านลดค่าเงินบาทถึง 2 ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งถูกเก็บเป็นความลับสุดยอด ไม่มีข่าวรั่วออกมาจนทำให้นักเก็งกำไรค่าเงินไม่สามารถแสวงประโยชน์จากการลดค่าเงินบาทได้ สมหมาย ฮุนตระกูล รัฐมนตรีคลัง ได้บริหารเศรษฐกิจ การเงิน การคลังจนสามารถนำประเทศชาติก้าวข้ามพ้นวิกฤตเศรษฐกิจ สามารถต้านทานแรงเสียดทานในและนอกประเทศได้ ขณะเดียวกันก็ใช้นักเศรษฐศาสตร์หนุ่มๆ ขณะนั้น อาทิ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ดร.โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ เป็นต้น มาช่วยแก้ปัญหาร่วมกับธนาคารชาติและกระทรวงการคลัง
พล.อ.เปรม ทำทุกอย่างเพื่อให้ประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะเมื่อท่านเข้ามาบริหารประเทศนั้นแทบไม่มีเงิน จนต้องไปหาเงินมาจ่ายเงินเดือนข้าราชการ ท่านได้ออกกฎการประหยัด โดยเฉพาะการประหยัดพลังงานเพื่อให้ประเทศชาติอยู่รอด การบริหารประเทศตลอด 8 ปีทำให้ประเทศดีขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้น จากที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศมีน้อยมากก็มีมากขึ้น ประหนึ่งว่ารัฐบาลเปรมปลูกต้นมะม่วง รดน้ำ พรวนดิน ออกผล ที่รัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ มาเก็บกินผลมะม่วง
พล.อ.เปรม เป็นสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์สุจริต ท่านไม่ประนีประนอมกับคนโกงเป็นอันขาด ท่านปลดรัฐมนตรีซึ่งมีข่าวพัวพันกับการทุจริตคอร์รัปชันแม้ทำให้พรรคการเมืองที่รัฐมนตรีคนนั้นสังกัดอยู่ถอนตัวไปก็ตาม อาจกล่าวได้ว่า รัฐบาล พล.อ.เปรม เป็นรัฐบาลไทยที่คอร์รัปชันน้อยที่สุด
ในช่วงบริหารประเทศ 8 ปี ไทยเผชิญกับภัยคุกคามอย่างหนักจากสถานการณ์บ่อนทำลายและก่อการร้ายของคอมมิวนิสต์ในประเทศ ซึ่งท่านสามารถทำให้ “วันเสียงปืนแตก” กลายเป็น “วันเสียงปืนดับ” ได้ด้วยคำสั่ง 66/23 เมื่อเวียดนามส่งทหาร 40 กองพลยึดครองกัมพูชา โดยมี 14 กองพลประจำตลอดชายแดนไทยกัมพูชา ซึ่งไทยตั้งแนวรับสุดท้ายพร้อมแตกหักที่ จ.สระแก้ว หากทะลุสระแก้วได้ก็ถึงกรุงเทพมหานคร พล.อ.เปรม ได้ระดมสรรพกำลังที่มีอยู่และที่หาได้เพิ่มเติม ใช้เครื่องมือทั้งการเมือง การทหาร ต่อสู้ทั้งในเวทีในประเทศ ในขณะที่ พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา รัฐมนตรีต่างประเทศ นำทีมการทูตไปสู่ในเวทีสหประชาชาติ จนสามารถนำประเทศฟันฝ่าภัยคุกคามนี้ไปได้
พล.อ.เปรม มีทีมงานที่ได้รับความไว้วางใจและช่วยงานท่านอย่างดียิ่ง ที่สมัยนั้นเรียกกันว่า 4 พี. คือ พล.อ.ประจวบ สุนทรางกูร น.ต.ประสงค์ สุ่นสิริ นายปิยะ จักกะพาก พล.ต.อ.เภา สารสิน และ 1 ซี. คือ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รัฐบาลเปรมมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่มีความแตกแยกไปคนละทิศคนละทาง เพราะทุกฝ่ายมุ่งประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ
นี่คือผลงานของ “รัฐบุรุษ” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งเป็นผู้นำที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่มีผลงานดีกว่าผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งมากมาย บ้านเมืองมีความสงบสุข การเมืองมีเสถียรภาพ แม้วันนี้ ท่านไม่มีอำนาจ แต่ท่านมี “บารมี” ล้นเหลือ “คุณ ภาพของผู้นำ” จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการ บริหารประเทศให้สงบสุข ก้าวหน้า มั่นคงและมั่งคั่ง เมืองไทยวันนี้มีนักการเมืองมากมาย แต่ขาดแคลนนักการเมืองที่มีความคิดและการกระทำเป็นรัฐบุรุษ







