
ตรวจแถวตัวการบึ้ม
สถานการณ์ทางการเมืองกำลังมีทีท่าที่จะรุนแรงมากขึ้น แต่ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหนเป็นฝ่ายลงมือผลเสียหายย่อมตกแก่ประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สถานการณ์ทางการเมืองกำลังมีทีท่าที่จะรุนแรงมากขึ้น แต่ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหนเป็นฝ่ายลงมือผลเสียหายย่อมตกแก่ประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โดย...ทีมข่าวการเมือง
นับตั้งแต่ระเบิดลูกแรกดังขึ้นบริเวณด้านหน้าธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ ถนนสีลม อันเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเมื่อวันที่ 27 ก.พ. ตามมาด้วยอีก 3 จุดรอบนอกกรุงเทพมหานคร ทั้งหมดเกิดขึ้นช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ภายหลังมีคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประมาณ 24 ชั่วโมง
เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้สังคมต่างวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาจากการเมืองนอกจากนี้อีกคำถามที่สร้างกระแสต่อสังคมคือ “ใครเป็นคนทำ” และ “ทำไปเพื่ออะไร”
ถ้าหากลองประมวลจากสถานการณ์ที่ผ่านมาน่าจะมี 4 กลุ่มต่อไปนี้
กลุ่มที่ 1 “เสื้อแดง” เป็นกลุ่มแรกๆ เลยก็ว่าได้ที่ถูกเพ่งเล็งมากที่สุด ที่เป็นเช่นนั้นเพราะกลุ่มคนเสื้อแดงได้ก่อการชุมนุมบริเวณหน้าธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ มาก่อนหน้านี้
ประกอบกับท่าทีของกลุ่มคนในเครือข่ายต่างออกมาพาเหรดโหมกระแสว่าหากมีการยึดทรัพย์เกิดขึ้นจะนำมาซึ่งเหตุการณ์ความรุนแรงได้จึงไม่แปลกเมื่อทันทีที่เสียงระเบิดดังขึ้น กลุ่มคนเสื้อแดงจะตกเป็นจำเลยสังคมทางอ้อมไปโดยปริยาย
หากจะหาเหตุผลว่าถ้าเป็นฝีมือของพวกเขาจริงๆ แล้วจะได้อะไร
แน่นอนย่อมเป็นสัญลักษณ์ที่ต้องการสื่อให้เห็นว่ารัฐบาลเองไม่สามารถดูแลบ้านเมืองให้เกิดความสงบได้ เท่ากับว่าความชอบธรรมของรัฐบาลย่อมต้องหมดไปเช่นกัน
รวมไปถึงต้องการสร้างความฮึกเหิมด้วย เพราะตอนนี้ใกล้วันชุมนุมใหญ่ 14 มี.ค. ขวัญและกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้บรรลุถึงเป้าหมายให้รัฐบาลยุบสภาผู้แทนราษฎรเลือกตั้งใหม่ได้
แต่ถ้ามองตามความเป็นจริงแล้ว การเร่งล้มรัฐบาลด้วยวิธีนี้ย่อมเป็นตัวเร่งให้เสื้อแดงล้มเหลวเช่นกัน
ด้านหนึ่งย่อมเกิดกระแสความไม่พอใจในพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะกลุ่ม สส.กทม.เนื่องจากเกรงว่าพรรคจะสูญพันธุ์ในพื้นที่กทม. หรืออาจรวมไปถึงตามพื้นที่หัวเมืองในต่างจังหวัดบางส่วน
เท่ากับว่าพรรคเองอาจจะให้การสนับสนุนคนเสื้อแดงไม่เต็มที่เท่าที่ควรจากเหตุผลดังกล่าว
ไม่เพียงเท่านี้ อาจเสียแนวร่วมในการเคลื่อนไหวจากภาคประชาสังคมบางส่วนด้วย
กลุ่มที่ 2 “รัฐบาล” ประโยชน์ที่จะได้อย่างมากคือ การนำไปสู่เงื่อนไขเพื่อประกาศใช้กฎหมายพิเศษ เช่น พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เข้าควบคุมสถานการณ์ไปถึงวันชุมนุมใหญ่วันที่ 14 มี.ค.
เมื่อสามารถประกาศใช้กฎหมายพิเศษได้แล้วย่อมส่งผลทางจิตวิทยาต่อขวัญและกำลังใจของคนเสื้อแดงทางใดทางหนึ่งด้วย
กระนั้นเอาเข้าจริงหากเป็นฝีมือของรัฐบาล ย่อมกระทบต่อคะแนนความนิยมของรัฐบาล เพราะเป็นการชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลเป็นฝ่ายสร้างสถานการณ์ทั้งหมด
ถึงเวลานั้นเหตุการณ์จะบานปลายรุนแรงมากขึ้น จนถึงขั้นที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และนั่นจะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้มีอำนาจพิเศษเกิดขึ้น
“เจ้าหน้าที่รัฐมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง เมื่อเรามีหน้าที่ต้องดูแลรักษาความสงบ จะไปสร้างสถานการณ์ให้เกิดปัญหาขึ้นทำไม” คำชี้แจงจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง
กลุ่มที่ 3 “มือที่สาม” เป็นกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันที่ 14 มี.ค.จึงควรมีความเคลื่อนไหวออกมาตอนนี้เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของ พ.ต.ท.ทักษิณ
นอกจากนี้ ยังเป็นกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลเช่นกัน เพราะอาจจะไม่พอใจกับการทำงานของรัฐบาลที่ผ่านมา
“ใครที่ทำก็พยายามให้เกิดความขัดแย้งกันมากขึ้นระหว่างรัฐบาลกับผู้ที่จะมาชุมนุมในทางการเมือง เป็นเรื่องที่พยายามจะทำให้มีการทะเลาะกัน แต่จริงๆ แล้วมีคนกลุ่มเล็กๆ ที่ไม่ได้ต้องการประชาธิปไตย ไม่ได้ต้องการความเป็นธรรมอะไรทั้งสิ้น แต่ต้องการเรื่องอื่น และต้องการสร้างเงื่อนไขเหล่านี้”
จากการให้สัมภาษณ์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ข้างต้นนี้แสดงให้เห็นว่ากำลังมีกลุ่มที่สามซึ่งเป็นทั้งกลุ่มที่ไม่เอารัฐบาลและเสื้อแดงเข้ามาสร้างสถานการณ์เพื่อให้ต่างฝ่ายห้ำหั่นกันเองเพื่อให้มีอำนาจพิเศษเข้ามาแทรกแซง และให้ทั้งสองฝ่ายสูญเสียอำนาจ
กลุ่มที่ 4 “ฝ่ายต่อต้านเสื้อแดง” ด้วยสถานการณ์การเมืองที่ขัดแย้งรุนแรงสุดขั้วในปัจจุบันได้ก่อให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายมากขึ้นผ่านการอ้างเรื่อง “สีเสื้อ” ต่างๆ นานาอย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน
เมื่อเป็นแบบนี้ย่อมมีความเป็นไปได้ว่า เหตุการณ์ที่ปรากฏให้เห็นอาจเป็นฝีมือของกลุ่มสีเสื้ออื่นที่ไม่เห็นด้วยกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดง
เป้าหมายสำคัญที่สุดของกลุ่มนี้คือ ต้องการเร่งสถานการณ์และใช้รัฐบาลเป็นเครื่องมือเข้ามาจัดการกับกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างเด็ดขาด เพื่อเป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม และใช้มาตรการเด็ดขาดจัดการกับ พ.ต.ท.ทักษิณ หรืออาจบานปลายเพื่อเปิดทางให้ทหารเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองอีกครั้ง
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ทางการเมืองกำลังมีทีท่าที่จะรุนแรงมากขึ้น แต่ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหนเป็นฝ่ายลงมือก่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และหวังประโยชน์จากอะไร ผลเสียหายย่อมตกแก่ประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่สุดแล้วเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเหตุการณ์ความวุ่นวายในประเทศทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของใคร จากมือที่เท่าไหร่กันแน่







