
จับตาพท.โค่นแชมป์บริจาคปชป.
จับตายอดการบริจาคเงินภาษีของพรรคการเมืองที่ปีนี้อาจได้เห็นเพื่อไทยพุ่แรงแซงหน้าประชาธิปัตย์แชมป์เก่า
จับตายอดการบริจาคเงินภาษีของพรรคการเมืองที่ปีนี้อาจได้เห็นเพื่อไทยพุ่แรงแซงหน้าประชาธิปัตย์แชมป์เก่า
โดย...นิติพันธุ์ สุขอรุณ
กรมสรรพากร กำหนดให้ประชาชนยื่นเสียภาษีตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 มี.ค. 2555 ซึ่งอยู่ในช่วงเวลานี้ โดยประชาชนสามารถบริจาคภาษีคนละ 100 บาท ให้กับพรรคการเมือง แต่ถ้าไม่ศรัทธาพรรคการเมืองใด ก็เป็นสิทธิที่จะสามารถเลือกได้ว่า ไม่ประสงค์บริจาค
สำหรับพรรคการเมืองขณะนี้มี 56 พรรค ประชาชนผู้เสียภาษีสามารถดูรหัสพรรคการเมืองได้ ณ สถานที่เสียภาษี หรือทางเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือเว็บไซต์ของกรมสรรพากร
การบริจาคเงินภาษีให้พรรคการเมืองเป็นการเปิดช่องให้ประชาชนสนับสนุนพรรคการเมืองได้โดยตรง สร้างระบบที่โปร่งใส
อย่างไรก็ตาม พรรคการเมืองที่ได้รับเงินบริจาคจากภาษีของประชาชนมากที่สุดทุกครั้งตั้งแต่ปี 2551-2553 คือ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) รวมทั้งสิ้น 22,291,700 บาท รองลงมาพรรคการเมืองใหม่ (ก.ม.ม.) 6,033,000 บาท พรรคเพื่อไทย (พท.) 5,343,800 บาท และพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) 156,100 บาท
“การบริจาคเงินภาษีของประชาชนให้พรรคการเมืองต่างๆ เมื่อเปรียบเทียบตัวเลขจำนวนประชากรถือว่าน้อยมาก คิดเป็น 3% เท่านั้น ดังนั้นขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองต่างๆ จะประชาสัมพันธ์อย่างไรเพื่อเป็นคำตอบประชาชนว่า เงินที่เขาบริจาคให้มาจะนำไปใช้พัฒนาประเทศ หรือตอบสนองนโยบายได้อย่างไร เพราะท้ายที่สุดเมื่อมีเพียงสองพรรคการเมืองใหญ่เป็นคู่แข่งหลัก ความหลากหลายทางการเมืองก็มีไม่มากตามลำดับ”
มุมสะท้อนภาพอีกด้านหนึ่งของ สดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านพรรคการเมืองที่อธิบายว่า การบริจาคเงินภาษีให้กับพรรคการเมืองเป็นเรื่องสำคัญ แต่ยังถือว่าเป็นจำนวนที่น้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับประชากรทั้งประเทศ เป็นภาพสะท้อนว่าประชาชนเบื่อหน่ายการเมือง
อีกทั้งกฎระเบียบที่ใช้บังคับข้าราชการไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ทำให้เงินภาษีที่ควรจะได้จากข้าราชการทั่วประเทศไม่เข้าสู่เส้นทางของการเมือง หากเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกาแล้ว ประชาชนของเขาให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิเสรีภาพและการแสดงออกว่าสนับสนุนพรรคการเมืองอย่างมาก ประชาชนของเขายินดีที่จะให้เงินภาษีบริจาคจำนวน 3 เหรียญสหรัฐต่อปีด้วยความเต็มใจ ในทางกลับกัน ถ้ารัฐบาลหรือผู้นำไม่สามารถพัฒนาประเทศไปในทางที่ดีขึ้นได้ เขาก็จะออกมาทวงสิทธิเสรีภาพอย่างเต็มรูปแบบ
สดศรี ชี้ให้เห็นว่า แม้แต่พรรคเพื่อไทยที่ได้รับการเลือกตั้งมีจำนวน สส.มากที่สุดในสภา เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงจำนวนผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยเอง เช่น กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ตัวเลขของจำนวนผู้บริจาคกลับไม่ได้ขยับขึ้นจากปีก่อน เป็นเรื่องแปลกว่าทำไมความสนใจในการเมืองของคนไทยน้อยเกินไป
“การที่ประชาชนเบื่อหน่ายการเมือง ถือเป็นปมสำคัญที่นักการเมืองต้องมองในจุดนี้และแก้ไข ให้ความเข้าใจถึงความสำคัญของเส้นทางการเมือง มิฉะนั้นแล้วจะมีเพียงสองพรรคใหญ่เป็นคู่แข่งกันเท่านั้น ทำให้ไม่มีความหลากหลายทางความสามารถในการบริหารประเทศ สุดท้ายแล้ว สส.ก็ต้องรอการตัดสินใจของนายทุนนักธุรกิจหอบเงินมาลงทุน”สดศรี กล่าว
มาดูตัวเลขยอดผู้บริจาคและจำนวนเงินให้กับพรรคต่างๆ อีกครั้ง พรรคประชาธิปัตย์เป็นแชมป์ได้รับบริจาคสูงสุด รองลงมาคือ พรรคเพื่อไทยและพรรคการเมืองใหม่ที่สลับกันในบางปี จะเห็นได้ว่าแม้พรรคเพื่อไทยจะมี สส.ในสภามากเป็นอันดับหนึ่ง แต่กลับมีผู้ประสงค์จะบริจาคแพ้พรรคตั้งใหม่อย่าง “พรรคการเมืองใหม่”
ปัจจัยที่ทำให้ผู้คนเลือกบริจาคพรรคประชาธิปัตย์ อาจเป็นเพราะฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์เป็นคนชั้นกลางและนักธุรกิจ ส่วนพรรคเพื่อไทยเป็นรากหญ้าและคนชั้นล่าง
ที่ต้องติดตามคือ ในการเสียภาษีบริจาคปีนี้ พรรคเพื่อไทยซึ่งได้กลับมาเป็นรัฐบาลด้วยคะแนนเสียงถล่มทลาย จะมียอดบริจาคภาษีเพิ่มขึ้นหรือไม่เมื่อเทียบกับคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ที่ได้รับถึง 15.7 ล้านเสียง หรือพรรคประชาธิปัตย์จะยังรักษาแชมป์ไว้ได้ต่อเนื่อง







