
เอสเอ็มอี73%แข่งเออีซีไม่ได้
แนะรัฐเร่งช่วยก่อนถึงปี2558เตือนอาจแย่ขั้นต้องปิดกิจการ
แนะรัฐเร่งช่วยก่อนถึงปี2558เตือนอาจแย่ขั้นต้องปิดกิจการ
หอการค้าฯ สำรวจพบเอสเอ็มอีไทยถึง 73.3% ไม่พร้อมแข่งขันเออีซี เตือนอีก 2 ปี 10 เดือน ถ้ารัฐไม่ช่วยอาจปิดตัวเรียบ
นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาหอการค้าไทย เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง ความพร้อมและความเข้าใจของภาคการผลิตและภาคบริการไทยต่อการแข่งขันในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ปี 2558 จากกลุ่มตัวอย่างผู้ประกอบการ 1,000 ราย ใน 11 ธุรกิจ พบว่าปี 2554 ธุรกิจเอสเอ็มอีไทยยังมีความเข้าใจต่อการเปิดเออีซีเพียง 42.5% อีกกว่าครึ่งคือ 57.5% ยังไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับประชาคมเศรษฐกิจ
ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 74.7% เห็นว่าการเข้าสู่เออีซีไม่น่าจะมีประโยชน์ต่อธุรกิจของตน ในขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่มีความเข้าใจต่อการเข้าสู่เออีซีถึง 87.7% และ 84% เห็นว่าธุรกิจของตนจะได้ประโยชน์จากเออีซี อย่างไรก็ตามความกังวลของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและรายใหญ่ในปีนี้ 90.5% ยังกังวลกับปัญหาน้ำท่วม ที่เหลือเพียง 9.5% กังวลเพิ่มค่าจ้าง
ทั้งนี้ ประเด็นที่ผู้ประกอบการยังไม่เข้าใจและต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติม คือ การเปิดเสรีด้านการลงทุน การเปิดเสรีภาคบริการ และกรอบอัตราภาษีศุลกากร ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะใช้ประโยชน์อย่างไรในการเปิดเสรีลงทุนและบริการ โดยเอสเอ็มอีไทยทั้งภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม ก่อสร้าง ค้าส่งค้าปลีก ภาคการศึกษา ภาคสุขภาพและสปา ภาคขนส่ง ไม่มีความพร้อมทั้งในด้านเงินทุน ศักยภาพของบุคลากร เทคโนโลยีในการผลิต ต้นทุนการผลิตต่อหน่วย และคุณภาพของสินค้าและบริการ มีเพียงภาคการเงิน ภาคการท่องเที่ยว และบริการอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่จะพร้อมแข่งขันทุกด้าน ส่งผลให้ภาพรวมเอสเอ็มอีไทยยังไม่พร้อมแข่งขันในเออีซีถึง 73.3%
“ทำให้คาดว่าหลังเปิดเออีซีธุรกิจสุขภาพและสปา นวดแผนไทย อาจต้องปิดตัวทั้งหมดหากไม่มีการพัฒนาคุณภาพและบริการ” นายอัทธ์ กล่าว
สำหรับเวลาที่เหลืออีก 2 ปี 10 เดือน ก่อนเข้าเออีซีปี 2558 เป็นหน้าที่ของรัฐบาลจะต้องผลักดันในการเพิ่มศักยภาพให้กับทุกภาคส่วนพัฒนาศักยภาพในทุกด้าน โดยสิ่งที่ผู้ประกอบการในธุรกิจต่างๆ ต้องการให้ภาครัฐช่วย เช่น เร่งทำงานเชิงบูรณาการกับทุกหน่วยงาน เร่งเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ผ่านสื่อทุกช่องทางให้มากขึ้น เพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจ สนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัย ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มทักษะแรงงานและส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานสินค้าให้เป็นที่ยอมรับ อำนวยความสะดวกการค้าการลงทุน การเข้าถึงแหล่งเงินทุน







