
ค่าจ้างขั้นต่ำกับความอยู่รอดของธุรกิจ
ในบรรดานโยบายทั้งหลายของรัฐบาลนี้ นโยบายการปรับค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นเป็นวันละ 300 บาท
ในบรรดานโยบายทั้งหลายของรัฐบาลนี้ นโยบายการปรับค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นเป็นวันละ 300 บาท
โดย..สมชาย สกุลสุรรัตน์
เป็นนโยบายที่ผมค่อนข้างจะเห็นด้วยตั้งแต่แรก แต่ตอนนี้ชักลังเลเหมือนกัน เพราะนับวันได้ยินแต่เสียงคัดค้านว่า การปรับค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นรวดเดียว 40% อาจทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจนธุรกิจอยู่ไม่ได้ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ท้ายที่สุดจะวนกลับมากระทบถึงภาวะการจ้างงานที่จะลดลงและการเลิกจ้างงานของนายจ้าง
สาเหตุที่ทำให้เกิดความลังเล ก็เพราะยังไม่มีใครสามารถให้เหตุผลที่ชัดเจนเพียงพอเพื่อตัดสินใจว่าควรจะรีบปรับค่าจ้างขั้นต่ำแบบก้าวกระโดดทันที หรือควรจะปรับอย่างค่อยเป็นค่อยไป
เรื่องนี้ตัดสินใจยาก เพราะคงต้องยอมรับว่าค่าจ้างขั้นต่ำในปัจจุบันโดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร (กทม.) และเมืองใหญ่ๆ ค่อนข้างต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับค่าครองชีพ ผู้ใช้แรงงานมีชีวิตอยู่อย่างกระเบียดกระเสียรทำงานหนักแลกค่าจ้างวันละ 215 บาท มาซื้อข้าวแกงจานละ 25-30 บาท
ผมเคยสงสัยว่า ผู้ใช้แรงงานเหล่านี้ดำรงชีพอยู่ได้อย่างไรด้วยเงินค่าจ้างเท่านี้ท่ามกลางราคาสินค้าที่สูงทุกชนิด โดยเฉพาะอาหารที่นับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้น จนวันก่อนขับรถไปติดไฟแดงแสนสาหัสอยู่หน้าศูนย์การค้าแถวสี่แยกราชประสงค์ เห็นพนักงานรักษาความปลอดภัยคนหนึ่ง นั่งอยู่บนแปลงปลูกต้นไม้หน้าลานกว้างริมถนน ก้มหน้าก้มตากินข้าวเหนียวใส่ถุงพลาสติกมือหนึ่ง อีกมือหนึ่งถืออะไรไม่ทราบชิ้นเล็กๆ กินกับข้าวเหนียว ผมเดาเอาเองว่า น่าจะเป็นเนื้อเค็ม จนข้าวเหนียวหมดไป 2 ถุง เจ้าเนื้อเค็มนี้ก็ยังไม่หมด เลยหายสงสัยว่าเขาดำรงชีพอยู่ได้อย่างไร แต่ทำให้เกิดความปริเวทนาพอสมควร เพราะพอกินเสร็จก็วิ่งกลับไปทำงาน ไม่ต้องกินน้ำกินท่าล้างคอใดๆ ทั้งสิ้น ใครที่เคยกินข้าวเหนียวเนื้อเค็มคงรู้ดีว่าเมนูนี้ติดคอขนาดไหน
นอกจากนั้น ด้านที่พักอาศัยหลับนอนของแรงงานเหล่านี้ สมัยเมื่อผมยังหนุ่มทำงานธนาคารเมื่อ 20 กว่าปีมาแล้ว เคยไปดูกิจการของลูกค้ารายหนึ่งที่ทำธุรกิจผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าสำเร็จรูปในตลาดค้าส่งแห่งหนึ่งใน กทม.นี่เอง ลูกค้ารายนี้พาผมขึ้นไปดู “ที่พัก” คนงานแล้วเล่าให้ฟังอย่างภาคภูมิใจว่า เขาสามารถลดต้นทุนการผลิตด้วยการ “อัด” คนงานนับร้อยไว้บนตึกแถวขนาด 2 คูหาเพียงชั้นเดียว โดยนำเตียงตับเหมือนกรงนกพิราบซ้อนๆ กันให้คนงานอยู่ ผมเห็นแล้วก็ต้องยอมรับว่า เขาสามารถควบคุมต้นทุนการผลิตได้จริง และมี “สวัสดิการ” ด้านที่พักอาศัยของคนงานได้ตามที่บอกผมไว้เมื่อถูกถามก่อนจะพามาดูกิจการ แต่เห็นแล้วทำให้เกิดความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมคนถึงทำกับคนด้วยกันได้ถึงเพียงนี้เพื่อสร้างผลกำไรให้กับบริษัท และภาพนี้ก็ติดตาผมมาจนถึงทุกวันนี้ จนเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ค่อนข้างจะเห็นด้วยกับการปรับค่าจ้างขั้นต่ำตามนโยบายของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม เมื่อมาฟังเหตุผลของผู้ประกอบการว่าการปรับค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นทันทีจะกระทบถึงต้นทุนการผลิต ทำให้ธุรกิจอยู่ไม่ได้ หรืออยู่ได้แต่ต้องลดจำนวนแรงงานลงโดยหันมาใช้เครื่องจักรแทน ผู้ที่ใช้แรงงานก็จะถูกเลิกจ้าง จึงแทนที่จะมีรายได้จากค่าจ้างขั้นต่ำเลยพาลตกงานไม่มีรายได้ ยิ่งจะลำบากยากแค้นไปกว่าเดิม จะกลับไปช่วยพ่อแม่ทำนาเหมือนเดิมก็ไม่มีนามีไร่ให้ทำ เพราะที่ดินถูกนายทุนกว้านซื้อไปหมด จะยอมไปทำงานสกปรกที่หนักหนาสาหัส แต่ได้รับค่าจ้างต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำก็สู้แรงงานต่างด้าวพม่า เขมร ไม่ได้อีก
เรื่องนี้ถ้าไปถามหน่วยงานของรัฐ ก็จะได้รับคำตอบว่าจะช่วยจัดตลาดนัดแรงงานให้ ไม่ก็จะจัดหลักสูตรฝึกอบรมเพิ่มทักษะในการทำงานโดยจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้ระหว่างการฝึกอบรมจนกว่าจะหางานได้ 1 เดือนบ้าง 3 เดือนบ้าง
สรุปแล้วคือ ถึงค่าจ้างขั้นต่ำจะน้อยก็ยังดีกว่าไม่มีงานทำเพราะถูกเลิกจ้าง รัฐบาลจึงไม่ควรรีบปรับค่าจ้างขั้นต่ำแบบก้าวกระโดด แต่ให้ค่อยๆ พิจารณาปรับเพิ่มขึ้นโดยใช้เวลาอีกสัก 23 ปี จึงจะได้รับค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท เพื่อเปิดโอกาสให้ธุรกิจปรับตัว
คำถามที่ตามมาก็คือ อีก 2-3 ปีข้างหน้าค่าครองชีพจะปรับตัวเพิ่มขึ้นไปอีกเท่าไร และค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาทตอนนั้นจะดีกว่าค่าจ้างขึ้นต่ำวันละ 215 บาทตอนนี้จริงหรือ เพราะดูเหมือนว่าค่าของเงินจะลดลงทุกวัน
ผมว่าประเด็นที่ว่า การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำแล้วธุรกิจจะอยู่ไม่ได้ หรือทำให้ความสามารถในการแข่งขันด้อยลง ไม่ได้เกิดจากการกระทำของผู้ใช้แรงงาน แต่เกิดจากนโยบายส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพของรัฐ ที่ทำให้ธุรกิจไทยขาดการพัฒนาเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันตลอดระยะเวลา 10-20 ปีที่ผ่านมา
การที่ธุรกิจไทย โดยเฉพาะธุรกิจการผลิตทั้งด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมยังเน้นการผลิตสินค้าที่ใช้แรงงานจำนวนมากรับจ้างผลิตสินค้าให้คนต่างชาติในระบบ OEM (Original Equipment Manufacture) หรือการใช้เครื่องจักรที่ไม่เหมาะสมในกระบวนการผลิตโดยใช้เครื่องจักรที่ล้าสมัยบ้างหรือทันสมัยเกินไปบ้าง ทำให้มีรายได้จากส่วนต่างระหว่างราคาขายกับต้นทุนการผลิตต่อหน่วยหรือ Margin บางเฉียบเพียงเล็กน้อย กำไรส่วนใหญ่มาจากค่าจ้างที่ถูกกดไว้ให้ต่ำ เพื่อให้สามารถ “แข่งขัน” กับผู้ผลิตรายอื่น โดยเฉพาะคู่แข่งจากประเทศเพื่อนบ้านที่ค่าครองชีพต่ำกว่า
การพัฒนาอุตสาหกรรมแบบนี้ ในอดีตที่ผ่านมาเมื่อค่าจ้างยังต่ำเพราะค่าครองชีพต่ำย่อมทำให้ธุรกิจมีกำไร และคนจนมีรายได้พออยู่พอกิน แต่ภายหลังถึงแม้ค่าจ้างจะปรับตัวเพิ่มขึ้นตามค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น แต่ผู้ผลิตในต่างประเทศยังขาดเทคโนโลยีและขาดแรงงานที่มีฝีมือ ธุรกิจไทยก็ยังพอแข่งขันได้ ถึงกำไรจะลดลง
แต่ในปัจจุบัน เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไป เข้าถึงง่ายขึ้น ผู้ผลิตในต่างประเทศเริ่มมีการพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยการสนับสนุนจากผู้ซื้อจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งต้องการหาซื้อสินค้าที่ราคาถูกที่สุดที่สามารถผลิตสินค้าได้ตามแบบและคุณภาพที่กำหนด ค่าจ้างที่ไหนต่ำสุดก็เข้าไปช่วยฝึกฝนพัฒนาให้ เพื่อเพิ่มหรือย้ายฐานการผลิตจากประเทศที่ค่าจ้างสูงกว่า ทำให้กำไรต่อหน่วยของผู้ผลิตในประเทศไทยยิ่งบางลงจนอาจอยู่ไม่ได้ถ้าต้นทุนแรงงานปรับเพิ่มขึ้นทีเดียว 40% ก็จำเป็นต้องทำเป็นธรรมดา
ดังนั้น เหตุผลของนายจ้างจึงเป็นเหตุผลที่เกิดจากความเป็นจริงในปัจจุบันและเป็นเหตุผลที่ต้องรับฟัง แต่คำถามคือ สภาพการณ์เช่นนี้จะดำรงอยู่ต่อไปอีกนานเท่าไร และผู้ใช้แรงงานจะต้องตกอยู่ในสภาวะจำยอมเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจอีกนานเท่าไร ธุรกิจไทยจึงจะปรับตัวได้
ความจริงถ้าพิจารณาแบบนี้ จะเห็นว่าปัญหาค่าจ้างขั้นต่ำเป็นปัญหาที่ปลายเหตุ การกดค่าจ้างขั้นต่ำไว้เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยอยู่รอดไม่น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับนายจ้าง ลูกจ้าง และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน
ผมว่ารัฐบาลเองกับนายจ้างคงต้องรีบช่วยกันคิดช่วยกันทำ ว่าจะยกระดับการผลิตทั้งด้านอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมของประเทศให้สูงขึ้นเพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้สูงขึ้นอย่างไร เพื่อให้นายจ้างมีกำไรต่อหน่วยสูงขึ้น พอที่จะจ่ายค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นให้คนงานไทยมีรายได้พอลืมตาอ้าปากในสังคมไทยเหมือนคนไทยอาชีพอื่น
ส่วนจะทำได้อย่างไรและเมื่อไร ผมก็ไม่ทราบ เพราะถ้าทราบก็คงไม่ลังเลสงสัยว่าควรปรับค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นทีเดียว 40% ตามนโยบายของรัฐบาลหรือไม่ แต่ถ้าทำได้จริงอย่าว่าแต่จะจ่ายแรงงานขั้นต่ำวันละ 300 บาทเลยครับ จ่ายเพิ่มให้เป็นวันละ 500 บาทก็ได้ เพราะประเทศที่พัฒนาแล้วจ่ายค่าจ้างเป็นรายชั่วโมงครับ ไม่ใช่รายเดือนหรือรายวัน







