posttoday
วิกฤตหนี้กรีซยิ่งอุ้มยิ่งเสี่ยง

วิกฤตหนี้กรีซยิ่งอุ้มยิ่งเสี่ยง

13 กุมภาพันธ์ 2555

“กรีซต้องเลือกระหว่างมาตรการรัดเข็มขัดเพื่อขอรับเงินช่วยเหลือ หรือปล่อยให้ประเทศผิดนัดชำระหนี้

“กรีซต้องเลือกระหว่างมาตรการรัดเข็มขัดเพื่อขอรับเงินช่วยเหลือ หรือปล่อยให้ประเทศผิดนัดชำระหนี้

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

“กรีซต้องเลือกระหว่างมาตรการรัดเข็มขัดเพื่อขอรับเงินช่วยเหลือ หรือปล่อยให้ประเทศผิดนัดชำระหนี้ จนนำไปสู่หายนะทางสังคมและเศรษฐกิจที่ยากเกินควบคุม”

เสียงเตือนแกมอ้อนวอนครั้งสุดท้ายของประธานาธิบดีลูคัส ปาปาเดมอส แห่งกรีซที่มีขึ้นก่อนที่รัฐสภาจะประชุมลงมติรับรองมาตรการรัดเข็มขัดสุดเข้มงวด ในวันที่ 12 ก.พ. ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่สหภาพยุโรป (อียู) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เรียกร้องเพิ่มเติม เพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือรอบที่ 2 มูลค่า 1.3 แสนล้านยูโร หลังจากที่บรรดาพรรคร่วมรัฐบาลกัดฟันอนุมัติมาตรการดังกล่าวไปแล้วก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 11 ก.พ. ท่ามกลางเสียงก่นด่าและประท้วงต่อต้านของประชาชนกรีซ

เหตุผลสำคัญที่ทำให้ชาวกรีซทั่วประเทศต้องลุกฮือต่อต้าน ก็เพราะเงื่อนไขของมาตรการรัดเข็มขัดที่หินเกินทน

ทั้งการปลดพนักงานรัฐเพิ่มอีก 1.5 หมื่นตำแหน่ง ภายในปี 2558 การตัดลดเงินบำนาญมูลค่า 300 ล้านยูโร การลดค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำของประเทศลงอีก 22% จาก 751 ยูโรต่อเดือน เหลือ 600 ยูโรต่อเดือน และการที่กรีซต้องเดินหน้าเจรจาลดหนี้กับบรรดาธนาคารและเจ้าหนี้เอกชนเพิ่มเติม เพื่อให้หนี้สาธารณะของกรีซที่มีมูลค่าสูงถึง 160% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เหลือเพียง 120% ต่อจีดีพีภายในปี 2563

วิกฤตหนี้กรีซยิ่งอุ้มยิ่งเสี่ยง

 

ทั้งนี้ แม้จะมีกระแสต่อต้านมากแค่ไหน แต่บรรดาผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกต่างเชื่อมั่นโดยไม่ต้องคาดเดาให้ลำบากว่า ท้ายที่สุดแล้ว สภากรีซต้องจำใจยกมือรับรองมาตรการรัดเข็มขัดสุดเข้มงวด ตามข้อเรียกร้องของอียูและไอเอ็มเอฟอย่างไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ

เพราะอย่างน้อยที่สุด การรับรองมาตรการดังกล่าวก็เป็นทางเลือกที่เลวร้ายน้อยกว่าการปล่อยให้ประเทศเบี้ยวหนี้ล้มละลาย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าวิตกกังวลยิ่งกว่าก็คือคำถามถึงสถานการณ์หลังจากนี้ของกรีซ และของภูมิภาคยุโรปโดยรวมว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป

จะดีขึ้น จะเสมอตัว หรือจะแย่หนักมากกว่าเดิม

สำหรับคนทั่วไป ในเมื่อกรีซยอมเดินหน้าปฏิบัติตามแผนของอียูและไอเอ็มเอฟแล้ว สถานการณ์หนี้ของกรีซโดยรวมก็น่าจะดีขึ้น

และจะส่งผลถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่จะกลับเข้ามาในภูมิภาคยุโรปอีกครั้ง ว่าอย่างน้อยอียูก็ยังมีประสิทธิภาพในการจัดการแก้ไขปัญหาภายในด้วยตนเอง

แต่ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า การที่กรีซยอมรับเงื่อนไขรัดเข็มขัดไม่ใช่หลักประกันว่ากรีซจะดีขึ้นเสมอไป

ทั้งนี้ จอร์จ โซรอส พ่อมดทางการเงินและมหาเศรษฐีนักลงทุนให้สัมภาษณ์แสดงความเห็นต่อวิกฤตหนี้สาธารณะของกรีซ และเศรษฐกิจของยุโรป กับทางรายการฟารีด ซาคาเรีย จีพีเอส ของสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นว่า แม้กรีซจะรอดพ้นการผิดชำระหนี้มาได้ เนื่องจากยอมทำตามเงื่อนไขรัดเข็มขัด แต่ความเป็นสหภาพของยุโรป ทั้งในแง่ของการใช้สกุลเงินยูโรร่วมกัน และการประสานนโยบายการคลังร่วมกันมีสิทธิเจอทางตันถึงขั้นทางใครทางมัน

วิกฤตหนี้กรีซยิ่งอุ้มยิ่งเสี่ยง

 

และการที่กรีซทำตามเงื่อนไขสุดหินของอียูและไอเอ็มเอฟก็ไม่ต่างอะไรกับการซื้อเวลายืดเส้นตายวิกฤตให้กรีซ รวมถึงอียูมีเวลาหายใจหายคอ พร้อมๆ กับหาวิธีการฟื้นฟูเศรษฐกิจของภูมิภาคต่อไปได้อย่างน้อยประมาณ 6 เดือน

เรียกได้ว่า กรีซและอียูสามารถหนีรอดจากวิกฤตได้ชั่วคราวเท่านั้น

เพราะประการแรก หนี้จำนวนมหาศาลของกรีซยังคงอยู่ ไม่ได้หายไปไหน อีกทั้งการที่กรีซขอร้องแกมบังคับให้เจ้าหนี้ปรับลดยอดหนี้ทำให้ไม่มีเจ้าหนี้รายไหนยอมเสี่ยงให้กรีซยืมเงินอีก เนื่องจากเห็นๆ กันอยู่ว่า เงินต้นก็ไม่ได้ ดอกเบี้ยก็หดหาย ซ้ำระยะเวลาใช้คืนยังยาวนาน

ปัญหาทางการเงินของประเทศกรีซย่อมนำไปสู่ปัญหาประการที่ 2 ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจอ่อนแอ ไร้แววเติบโต เพราะธุรกิจขาดสภาพคล่องไม่มีเงินมาหมุนเวียนประคับประคอง

พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือว่า เมื่อธนาคารในประเทศไม่มีเงินให้กู้ บรรดาธุรกิจห้างร้านก็ไม่มีการลงทุน

ส่วนที่เลวร้ายยิ่งกว่าก็คือ นอกจากจะไม่ลงทุนแล้ว ธุรกิจเหล่านี้ยังเดินหน้าตัดลดค่าใช้จ่ายเหมือนที่รัฐบาลทำ ซึ่งหมายรวมถึงการปลดพนักงานออก

เมื่อคนตกงาน ก็ต้องประหยัดอดออมค่าใช้จ่าย ส่งผลให้ธุรกิจซบหนักกว่าเดิม กลายเป็นวงจรที่ผลักให้เศรษฐกิจของกรีซดิ่งเหวเลวร้ายหนักกว่าเดิม

ยิ่งเมื่อเจอนโยบายรัดเข็มขัดของรัฐบาลซ้ำเข้าไปอีก การเติบโตทางเศรษฐกิจของกรีซที่ปวกเปียกอยู่แล้วก็ยิ่งหมดแรง

ปัญหาประการต่อมาก็คือ เมื่อเศรษฐกิจไม่โต คนจนเพิ่มขึ้น ปลุกกระแสความไม่พอใจสั่งสมกลายเป็นความตึงเครียดทางการเมืองภายในของแต่ละประเทศ

พูดให้ชัดก็คือ ประเทศที่หนี้ท่วมหัวก็ไม่พอใจที่ตนต้องเจอวิกฤต ขณะที่ประเทศที่ไม่เป็นหนี้ก็เริ่มไม่พอใจที่ตัวเองต้องมาร่วมแบกรับชะตา กรรมที่ไม่ได้ก่อ

ทั้งนี้ จอร์จ โซรอส กล่าวว่า ท้ายที่สุด ความตึงเครียดภายในภูมิภาคที่เกิดขึ้นก็คืออันตรายที่แท้จริงของสหภาพยุโรป เพราะความขัดแย้งที่ว่าสามารถทำลายอียูลงได้อย่างง่ายดาย

ดังนั้น สำหรับบรรดาผู้นำอียู การจัดการปัญหาหนี้สาธารณะของกรีซ ไม่ใช่เพียงแค่การทำให้วิกฤตหายไป แต่คือการเดิมพันความอยู่รอดของอียูโดยรวมทั้งหมด

แต่ทั้งๆ ที่ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการหนี้กรีซเป็นอย่างดี อียูกลับไม่มีวิธีการแก้ปัญหาและการจัดการกับวิกฤตหนี้สาธารณะของกรีซที่ทำให้นักวิเคราะห์เชื่อมั่นว่าสถานการณ์ทั้งหมดจะต้องดีขึ้น ก้าวหน้าขึ้นได้อย่างจริงๆ จังๆ

ตรงกันข้าม กลับเป็นการตอกย้ำที่จอร์จ โซรอส กล่าวว่า ยิ่งเป็นการทำให้นักลงทุนทั่วโลกเห็นว่า กรีซคือคนป่วยที่เป็นผลมาจากการจัดการที่ผิดพลาดของบรรดาผู้นำอียู  

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท