
ป่าช้า5ไร่ที่สีลมอีกแล้ว
ถนนสีลมเป็นถนนสายสำคัญของกรุงเทพมหานคร สร้างขึ้นเมื่อสมัยรัชกาลที่ 4
ถนนสีลมเป็นถนนสายสำคัญของกรุงเทพมหานคร สร้างขึ้นเมื่อสมัยรัชกาลที่ 4
โดย..สมผล ตระกูลรุ่ง
เดิมชื่อถนนขวาง เพราะเป็นคันดินเชื่อมระหว่างคลองสองคลอง พวกฝรั่งเอากังหันลมที่เรียกกันว่า สีลม มาติดตั้งเพื่อวิดน้ำในคลอง สีลมที่ตั้งบนถนนขวางซึ่งในสมัยนั้น เป็นสิ่งก่อสร้างเด่น เพราะรอบๆ ถนน ยังเป็นทุ่งนา จึงเป็นที่มาของชื่อถนนสีลม และเป็นที่มาของการ สร้างกังหันลมหรือสีลมขึ้นใหม่บริเวณแยกสีลมนราธิวาสฯ เพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ของชื่อถนนในปัจจุบัน
ฝรั่งในสมัยนั้น ใช้ถนนสีลมเป็นที่ทำมาหากิน ทำธุรกิจบนถนนสีลม คงเหมือนกับคนจีนที่ยึดเอาเยาวราชเป็นแหล่งทำมาหากิน สีลมจึงเป็นธุรกิจสมัยใหม่ออกแนวตะวันตก
คำกล่าวที่ว่า ที่ดินถนนสีลมมีค่าดังทองคำนั้น จึงไม่เกินไปจากความจริงเท่าใดนัก เพราะทองคำยังหาง่ายกว่าที่ดินถนนสีลม โดยเฉพาะที่ดินแปลงงามที่มีเนื้อที่ 5 ไร่ ริมถนนสีลม มหาเศรษฐีมีเงินเท่าไรก็ไม่สามารถเป็นเจ้าของที่ดินบนถนนสีลมได้
ย่านสีลมในสมัยนั้น นอกจากฝรั่งตะวันตกแล้ว ยังมีชาวจีนจากประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งอังกฤษเข้ามาทำมาหากินด้วย พวกที่มากันมากคือชาวจีนจากมลายู เป็นจีนฮกเกี้ยนที่เรียกกันว่า จีนบ้าบ๋า เข้ามาทำมาหากิน ทำธุรกิจในย่านสีลมด้วย
ทั้งฝรั่งและชาวจีนได้ซื้อที่ดินริมถนนสีลมทำสุสาน สมัยนั้นคงเป็นที่ไร่ปลายนาที่ไม่มีราคาอะไรมาก สุสานทั้งสองแห่ง ยังคงตั้งอยู่ริมถนนสีลมจนทุกวันนี้ และเป็นที่หมายปองของบรรดานายหน้าขายที่ดินที่อยากได้ที่ดินแปลงใหญ่ริมถนนสีลมไปขายให้นักลงทุน
ที่สุสานจีนอยู่ริมถนนสีลมบริเวณสายแยกสีลมเดโช ชื่อสุสานจีนบ้าบ๋า มีเนื้อที่ 5 ไร่เศษ ที่ดินที่ตั้งสุสานซื้อตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ในสมัยที่ประเทศไทยเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตให้กับฝรั่งอังกฤษ คือ คนอังกฤษและคนในบังคับอังกฤษคือประเทศเมืองขึ้นของอังกฤษ ไม่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายไทย โดยคนเหล่านี้อยู่ภายใต้กฎหมายอังกฤษ ทั้งทางอาญาและทางแพ่ง
ที่ดินสุสานจีนบ้าบ๋า พวกเจ้าสัวจากมลายูที่เข้ามาทำมาหากิน รวบรวมเงินกันซื้อไว้เป็นที่อยู่ในสัมปรายภพ โดยตั้งเป็นกองทรัพย์ที่เรียกว่า ทรัสต์ ตามกฎหมายของอังกฤษ เป็นเจ้าของที่ดิน ให้เด็กที่คอยช่วยงานเจ้าสัวที่ชื่อ โลไกจวย เป็นผู้จัดการที่เรียกว่า ทรัสตี ฉะนั้น ในโฉนดที่ดินของสุสานจีนจึงมีชื่อ “นายโลไกจวยในน่าที่ทรัสตีป่าช้าจีนบ้าบ๋า” ซึ่งทรัสต์ตามกฎหมายอังกฤษนี้ ไม่มีในกฎหมายไทยได้ ยิ่งไปกว่านั้น กฎหมายแพ่งมาตรา 1686 ว่า “อันว่าทรัสต์นั้นจะก่อตั้งขึ้นโดยตรงหรือโดยทางอ้อม ด้วยพินัยกรรมหรือด้วยนิติกรรมใดๆ ที่มีผลในระหว่างชีวิตก็ดี หรือเมื่อตายก็ดี หามีผลไม่”
นอกจากที่ดินแปลงนี้ที่เป็นของทรัสต์แล้ว ผมเองก็ไม่เคยเห็นหรือไม่เคยได้ยินว่า มีที่ดินแปลงอื่นที่มีชื่อทรัสต์เป็นเจ้าของ
นายโลไกจวย จึงมิใช่เจ้ากรรมสิทธิ์ในที่ดิน แต่มีหน้าที่จัดการดูแลแทนเจ้าของเท่านั้น
ทรัสต์ ในความหมายนี้ จึงมีสภาพใกล้เคียงกับเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมตามกฎหมายไทย
วิญญาณของเจ้าสัวจีนบ้าบ๋า อยู่อย่างสงบตลอดมา จนกระทั่งยุคที่ดินเฟื่องฟูในสมัยนายกฯ ชาติชาย ชุณหะวัณ มีชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยจำนวนมาก
สีลมเป็นย่านที่คนต่างประเทศรู้จัก และเป็นย่านศูนย์การค้าสำคัญของกรุงเทพฯ ที่ดินแปลงใหญ่ริมถนนสีลมไม่มีเหลือแล้ว แต่ความต้องการยังคงมีอยู่ จึงมีพวกนายหน้าที่ไม่กลัวบาป พยายามหาทางที่จะนำที่ดินสุสานจีนบ้าบ๋า ไปขายให้กับนักลงทุนต่างชาติ
วิธีการของนายหน้าเหล่านี้ก็คือ ยื่นคำร้องต่อศาล อ้างว่าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินติดต่อกันเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี เป็นคดีขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินสุสานทั้ง 5 ไร่เศษ
จะด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบได้ ศาลได้มีคำสั่งให้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินริมถนนสีลม 5 ไร่เศษแปลงนี้ได้ และเป็นที่มาของอภิมาหาครอบครองปรปักษ์อมตะนิรันดร์กาล
ภายหลังศาลมีคำสั่งให้ครอบครองปรปักษ์ได้ หลายฝ่ายต่างเพียรพยายามที่จะหาทางเป็นเจ้าของที่ดินแปลงนี้ให้ได้ มีทั้งนักการเมืองใหญ่ นักกฎหมายรุ่นเก๋า พยายามหาช่องทางเพื่อให้ได้ที่ดินแปลงงามนี้ไปเป็นเจ้าของ เพราะมูลค่าในขณะนั้น ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ถ้าปัจจุบัน น่าจะถึง 10,000 ล้านบาท
เงินจำนวนมหาศาลนี้ มันยั่วกิเลสของคนพาลได้อย่างไม่เกรงกลัวบาป
แม้ศาลจะมีคำสั่งให้ครอบครองปรปักษ์ แต่ด้วยความเฮี้ยนของวิญญาณในสุสาน ทำให้เรื่องนี้ดังขึ้น เป็นที่รับรู้ของสาธารณะ ได้มีการคัดค้านจากญาติของหลุมศพในสุสาน ซึ่งหลายท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ในที่สุด ศาลได้พิจารณาแล้วมีคำสั่งวินิจฉัยว่า ที่ดินสุสานจีนบ้าบ๋า เป็นป่าช้า จึงเป็นที่สาธารณะ เป็นการหยุดยั้งความพยายามของนายหน้าผู้กระหายเงินทั้งหลายได้อย่างมาก
แต่แม้กระนั้น คดีครอบครองปรปักษ์นี้ ดูเหมือนจะเป็นการจุดประกายในทางกฎหมาย ให้คนโลภพยายามหาช่องทางทางกฎหมายเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินแปลงงามนี้
แม้ทุกวันนี้ กว่า 20 ปีแล้ว ความพยายามของนายหน้านักค้าที่ดิน ก็ยังมีอยู่ มีความพยายามที่จะนำที่ดินนี้ออกขาย โดยอ้างว่า สามารถดำเนินการทางกฎหมายได้ บางกลุ่มอ้างว่าทำงานที่ศาล สามารถติดต่อผู้พิพากษาที่ศาลฎีกาเจ้าของสำนวนได้ นำที่ดินแปลงนี้ออกขายให้คนที่สนใจวางเงินมัดจำ อ้างว่าเพื่อนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายทางศาล หากตกลงวางมัดจำก่อน จะขายในราคาต่ำ แต่ถ้าศาลตัดสินมาแล้ว จะขายในราคาสูง
เคยมีเพื่อนที่เป็นนักธุรกิจ และถูกคนกลุ่มนี้เสนอขายที่ดิน มาปรึกษากับผม และขอให้ผมคุยกับคนกลุ่มนี้ ซึ่งมีจำนวนเกือบ 20 คน คนกลุ่มนี้ยังยืนยันเหมือนที่กล่าวข้างต้น แต่เมื่อผมซักไซ้รายละเอียด ก็ไม่สามารถตอบได้ ขอเอกสารหลักฐานก็ไม่มี หลังจากนั้นก็ไม่เคยมาหาอีกเลย
วิญญาณของผู้ที่อยู่สุสาน คงไม่ยอมให้ใครมารบกวนได้ง่ายๆ







