
น้ำท่วมตามหลอน ยิ่งลักษณ์
สิ้นเสียงออร์เคสตรา... บรรยากาศเสมือน “ชื่นมื่น” ในงาน “รักเมืองไทย เดินหน้าประเทศไทย”
สิ้นเสียงออร์เคสตรา... บรรยากาศเสมือน “ชื่นมื่น” ในงาน “รักเมืองไทย เดินหน้าประเทศไทย”
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
สิ้นเสียงออร์เคสตรา... บรรยากาศเสมือน “ชื่นมื่น” ในงาน “รักเมืองไทย เดินหน้าประเทศไทย” เริ่มคลายตัวกลับสู่สภาพความเป็นจริงอีกครั้ง เผยให้เห็นความวิตกกังวลที่ยังแผ่ปกคลุมทุกภาคส่วนต่อสถานการณ์น้ำท่วมระลอกใหม่ที่ประเมินว่าจะแรงกว่าเก่า ขณะที่การเยียวยา ฟื้นฟู รอบที่แล้วยังเดินหน้าไปไม่ถึงไหน ที่สำคัญมาตรการป้องกันอุทกภัยครั้งใหม่ยังไม่เห็นเป็นรูปเป็นร่าง
งบประมาณนับ 10 ล้านบาท ที่ทุ่มไปกับการเนรมิตงานเลี้ยงหรูหราเพื่อขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันฟันฝ่า “วิกฤตอุทกภัย” กลายเป็นชนวนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทั้งประเด็นการกลบเกลื่อนความล้มเหลวในการบริหารจัดการน้ำ และความฟุ่มเฟือยที่จัดงานเลี้ยงสำหรับแขกเหรื่อเพียงไม่กี่คน ทั้งที่ชาวบ้านกว่า 1.2 ล้านครัวเรือน ยังไม่ได้รับเงินชดเชยครัวเรือนละ 5,000 บาท
ยิ่งกว่านั้นไฮไลต์ของงานนี้กลับกลายเป็นประเด็นการพบกันระหว่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ กับนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่กำลังถูกนำไปจุดกระแสขยายผลว่าเป็นบรรยากาศอันดีและจะเป็นจุดเริ่มต้นนำสังคมไปสู่ความปรองดอง แทนที่จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการ บริหารจัดการน้ำระลอกใหม่ โดยมีทั้งทูตานุทูตประเทศต่างๆ ภาคเอกชน ที่ร่วมเป็นสักขีพยาน อย่างที่ ยิ่งลักษณ์ กล่าวยืนยันอีกครั้งในรายการ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน” ถึงวัตถุประสงค์การจัดงาน
ต้องยอมรับว่า “ความล้มเหลว” ในการ บริหารจัดการรับมือมวลน้ำก้อนใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ จนมีผู้เสียชีวิต 813 คน ประเมินความเสียหายสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท ยังเป็น “ชนักปักหลัง” ที่คอยตามหลอกหลอนรัฐบาล แม้จะพยายามโบ้ยให้เป็นเรื่องของธรรมชาติที่พายุเข้ามาติดๆ พร้อมกันหลายลูก ไปจนถึงโยนให้เป็นเรื่องการกลั่นแกล้งของรัฐบาลที่แล้วที่กักเก็บน้ำไว้เกินกว่าระดับปกติของเขื่อน ที่โต้เถียงกันไม่จบสิ้น
คณะกรรมการชุดต่างๆ ถูกรัฐบาลตั้งขึ้นมาเพื่ออุดช่องโหว่รับผิดชอบแก้ปัญหาน้ำท่วม ทั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ) ที่มี วีรพงษ์ รามางกูร เป็นประธาน คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ที่มี สุเมธ ตันติเวชกุล เป็นที่ปรึกษา ซึ่งกำลังเดินหน้าแก้ปัญหาต่อไป
แผนงานแก้ปัญหาน้ำท่วมค่อยๆ ผุดขึ้นมาเรื่อยๆ ทั้งระยะสั้น กลาง ยาว ทั้งพื้นที่แก้มลิง ฟลัดเวย์ ฯลฯ รวมงบประมาณแล้วสูงจนรัฐบาลต้องเตรียมกู้เงินก้อนใหญ่ ด้วยเหตุผลที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ แต่ไม่วายจะถูกโจมตีจากฝ่ายค้านว่าเน้นให้ความสำคัญต่อเรื่องเม็ดเงินมากกว่าพูดเรื่องแผนการรายละเอียดโครงการว่าจะเป็นประโยชน์ได้มากน้อยแค่ไหน
อาจจะสะดุดเล็กน้อยตรง พ.ร.ก. 4 ฉบับ ที่อ้างเรื่อง “น้ำท่วม” ออกมาเคลียร์ทางให้รัฐบาลกู้เงินได้คล่องมือขึ้น กับการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วมรอบใหม่ ซึ่งถูกทั้งฝ่ายค้านและ สว. ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนต้องออกเป็น พ.ร.ก.หรือไม่ เมื่อข้อมูลจากรัฐบาลยืนยันว่ากรอบที่จะกู้เงินในปีนี้ยังสามารถเบิกจ่ายได้ตามระบบงบประมาณปกติ ตรงนี้ถึงจะไม่ฉุดให้การกู้เงินต้องหยุดชะงัก แต่ก็ทำให้รัฐบาลไม่กล้าผลีผลามก่อน รอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
อีกด้านหนึ่ง ล่าสุด คณะรัฐมนตรีจะมีมติตั้งคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) พร้อมให้นายกฯ นั่งเป็นประธาน รวบอำนาจการแก้ปัญหาน้ำท่วมเข้ามาดูแลเอง พร้อมกระจายงานให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) และกระทรวงต่างๆ เร่งดำเนินการเตรียมความพร้อมระลอกใหม่
ทว่า ความพยายามที่กล่าวมาดูจะไม่เป็นผลในทางปฏิบัติ เมื่อชาวบ้าน อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ที่หลุดพ้นสถานะ “ผู้ประสบภัย” ได้ไม่กี่เดือนกลับต้องมาชิมลางกับน้ำท่วมรอบใหม่เร็วกว่าที่คิด ที่สำคัญเหตุการณ์นี้ยังเป็นสัญญาณ “ตอกย้ำ” ความขัดแย้งสับสนในชุดข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐที่ไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
พลันที่น้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ อ.เสนา “ยงยุทธ วิชัยดิษฐ” รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ออกมาชี้แจงเป็นการด่วนว่า สาเหตุสำคัญมาจากการพร่องน้ำที่อ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนภูมิพลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการปล่อยน้ำของเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ของกรมชลประทานก็ปล่อยน้ำต่อ ทั้งที่ควรปล่อยให้เป็นจังหวะ แล้วกักไว้เป็นช่วงๆ แต่กลับปล่อยเป็นจำนวนมากในครั้งเดียว
“ท่านนายกฯ ได้ตำหนิไปอย่างรุนแรง ซึ่งทั้ง กฟผ. กรมชลประทาน และกระทรวงมหาดไทย ก็โดนไปเต็มๆ รอบหนึ่ง ซึ่งในการลงตรวจพื้นที่วันที่ 13-17 ก.พ. จะลงไปจี้ในเรื่องนี้ทั้งหมดว่าจะต้องระบายเท่าไรและเขื่อนควรจะเก็บไว้เท่าไร หลังจากนี้หากเขื่อนปล่อยน้ำ ก็ต้องประสานกรมชลประทาน กรมชลประทานก็ต้องประสานจังหวัด จังหวัดก็ต้องประสานงานไปยังประชาชนต่อไป”
แต่ข้อมูลอีกด้านจาก “กิตติ ตันเจริญ” ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ กฟผ. ชี้แจงว่า น้ำท่วม อ.เสนา รอบนี้ไม่ใช่เกิดจากการระบายน้ำของเขื่อน เพราะการระบายน้ำคำนึงถึงพื้นที่ท้ายน้ำอยู่เสมอ แต่เกิดจากฝนตกในแม่น้ำน้อยช่วงวันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา ขณะเดียวกันเกิดฝนตกเป็นวงกว้างทั้งภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง
บทเรียนครั้งนี้สะท้อนว่า “ปัญหา” ที่เป็นชนวนให้เหตุการณ์น้ำท่วมรอบที่ผ่านมาบาน ปลายยังคงไม่ได้รับการแก้ไข !!!
“ทัวร์นกขมิ้น” ลงพื้นที่ติดตามการแก้ปัญหาอุทกภัยระหว่างวันที่ 13-17 ก.พ. จึงเป็นอีกภารกิจสำคัญของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่จะฟื้นความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเร่งให้การช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยที่ยังมีปัญหาติดขัดค้างคาไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ ซึ่งนายกฯ จะใช้โอกาสนี้ไปเร่งแก้ไขให้เห็นเป็นรูปธรรม
รวมทั้งการลงพื้นที่ดูจุดยุทธศาสตร์สำคัญกับการแก้ปัญหาน้ำท่วม ทั้งเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท รวมถึงประตูระบายน้ำต่างๆ ที่อยู่ระหว่างการซ่อมบำรุงทั้งประตูระบายน้ำพลเทพ อ.เมือง จ.ชัยนาท ประตูระบายน้ำบางโฉมศรี อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ประตูระบายน้ำจุฬาลงกรณ์ พร้อมตรวจเยี่ยมโครงการคันกั้นน้ำพระราชดำริ การปรับปรุงและติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ซึ่งทั้งหมดได้กระจายงานให้รัฐมนตรีแต่ละคนรับผิดชอบดูแลพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ
อีกจุดสำคัญคือการตรวจเยี่ยมโครงการป้องกันอุทกภัยรอบพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ยังมีปมปัญหาเรื่องความเชื่อมั่น ที่นักลงทุนยังเคลือบแคลงในรายละเอียดความชัดเจน ที่รัฐบาลยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้
การเร่งสร้างผลงานลบล้างข้อครหาเรื่องความล้มเหลวในการบริหารจัดการน้ำในอดีต จึงเป็นภารกิจพิสูจน์ฝีไม้ลายมืออีกหน ที่สำคัญหากพลาดพลั้งซ้ำรอยเดิมอีกรอบคงยากที่จะมีโอกาสกลับมาแก้ตัวอีกครั้ง







