
ดับข่าวลือโลกไม่มีวันแตก
นักวิทยาศาสตร์สยบข่าวลือปี 2012 โลกไม่มีทางแตก
นักวิทยาศาสตร์สยบข่าวลือปี 2012 โลกไม่มีทางแตก
นายพิชัย สนแจ้ง ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) เปิดเผยว่า คำทำนายของนักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์ที่ระบุว่า ในวันที่ 21 ธ.ค. ปี ค.ศ. 2012 หรือ พ.ศ. 2555 โลกจะแตก ไม่เป็นความจริง เพราะการเปลี่ยนแปลงของโลกมาจากปัจจัยภายในโลกทั้งสิ้น โดยเฉพาะจากการกระทำของคนในโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ การพัฒนาด้านเทคโนโลยี การกระจายตัวของเชื้อโรคที่ง่ายขึ้น
ด้านนายศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการสถาบันดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) กล่าวว่า สาเหตุของกระแสข่าวโลกจะถึงจุดจบเป็นเพียงความเชื่อของกลุ่มบุคคลหนึ่งที่นำมาผูกโยงกับปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ตามความเชื่อ
อย่างไรก็ดี คำทำนายที่ว่า ในเวลา 11.11 น. วันที่ 21 ธ.ค. จะมีดาวหางชื่อนิบิรุ ที่ค้นพบโดยชาวสุเมเรียนเมื่อราว 2,500 ปีก่อน พุ่งชนโลก ก็ไม่เป็นความจริง เพราะทั่วโลกมีหลายโครงการที่เฝ้าติดตามค้นหาวัตถุที่มีขนาดใหญ่กว่า 200 เมตร ที่จะโคจรเข้าใกล้โลกเกินกว่า 4.5 ล้านไมล์ โดยขณะนี้พบวัตถุประมาณลักษณะดังกล่าว 1,000 วัตถุ
ทั้งนี้ โอกาสที่จะชนโลกมากที่สุด คือ ดาวเคราะห์น้อยชื่อ 1950 DA มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.1 กิโลเมตร มีวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ 2 ปี 2 เดือน มีความน่าจะเป็นที่จะพุ่งชนโลกในวันที่ 16 มี.ค. ปี ค.ศ. 2880 หรืออีกประมาณ 800 ปีข้างหน้า แต่มีความเสี่ยงที่จะพุ่งชนโลกจริงๆ ประมาณ 0.33%
นายศรัณย์ กล่าวอีกว่า ความเชื่อที่ว่าขั้วแม่เหล็กโลกจะสลับกลับทิศจากขั้วโลกเหนือเป็นขั้วโลกใต้นั้น ได้เกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว และไม่มีผลอะไรเกิดขึ้นบนโลก ไม่ว่าเรื่องน้ำขึ้น น้ำลง หรือการเปลี่ยนแปลงแรงโน้มถ่วงใดๆ
นอกจากนี้ ข้อที่อ้างว่า ในวันที่ 21 ธ.ค.ปีนี้ จะเกิดปรากฏการณ์เรียงตัวของดาวเคราะห์ทั้ง 8 ดวงในระบบสุริยจักรวาล และจะส่งผลร้ายต่อโลกทำให้แรงโน้มถ่วงของโลกแปรปรวนนั้น เรื่องนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อวันที่ 6 พ.ค. ปี ค.ศ. 2000 และก็ไม่เกิดผลใดๆ กับโลก ซึ่งปรากฏการณ์นี้ก็จะเกิดอีกครั้งในวันที่ 8 ก.ย. ปี ค.ศ. 2040
“ส่วนเรื่องซูเปอร์มูนที่ลือว่าจะส่งผลเรื่องแรงโน้มถ่วงกับโลกนั้น ไม่เกี่ยวอะไรกับดาราศาสตร์เลย แต่เป็นศัพท์ที่พูดกันในหมู่นักโหราศาสตร์ ซึ่งก็คือปรากฏการณ์ที่ดวงจันทร์ดวงโตเป็นพิเศษ ที่เกิดจากดวงจันทร์โคจรมาใกล้โลกมากที่สุด และตอนนั้นตรงกับเวลาเต็มดวงจึงใหญ่กว่าปกติเท่านั้น” นายศรัณย์ กล่าว
รองผู้อำนวยการ สดร. กล่าวว่า อีกเรื่องที่ลือกันมาก คือ โลกจะถูกหลุมดำที่อยู่ในทางช้างเผือกดูดเข้าไป ซึ่งในระบบสุริยจักรวาลทางช้างเผือกนั้นจะมีดาวฤกษ์อยู่ประมาณ 1 แสนล้านดวง ใจกลางทางช้างเผือกจะมีหลุมดำชื่อ Sagittarius A จากการศึกษาของนักดาราศาสตร์ พบว่าทุกๆ วันที่ 21 ธ.ค. โลกจะเคลื่อนที่เข้าไปใกล้หลุมดำนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าโลกจะถูกดูดเข้าไปในหลุมดำง่ายๆ เพราะทุกๆ ปีเวลานี้โลกก็จะอยู่บริเวณนี้ และเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ ไม่ได้หยุดอยู่กับที่ด้วยความเร็ว 220 กิโลเมตรต่อวินาที
“แต่แรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์ที่กระทำต่อโลกสูงกว่าแรงโน้มถ่วงที่หลุมดำกระทำต่อโลกประมาณ 1 แสนล้านเท่า หลุมดำจึงไม่สามารถดูดโลกได้” นายศรัณย์ กล่าว







