
ป.ป.ช.รับลูกศาลเอาผิดอาญาทักษิณ
ป.ป.ช.รับลูกศาลฎีกานักการเมืองเอาผิดอาญาทักษิณหลังพิพากษายึดทรัพย์4.6หมื่นล้าน
ป.ป.ช.รับลูกศาลฎีกานักการเมืองเอาผิดอาญาทักษิณหลังพิพากษายึดทรัพย์4.6หมื่นล้าน
ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.วันนี้ ได้มีการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยมีวาระการประชุมที่น่าสนใจคือ การพิจารณา เพื่อดำเนินคดีในทางอาญากับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาให้ยึดทรัพย์ จำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท
นายเมธี ครองแก้ว กรรมการป.ป.ช.เปิดเผยว่า ป.ป.ช.เห็นว่าคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ที่วินิจฉัยออกมาเป็นข้อมูลที่สามารถนำมาดำเนินคดีทางอาญากับพ.ต.ท.ทักษิณได้ โดยจะมอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายของสำนักงาน ป.ป.ช.ดูข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดด้วยความละเอียดรอบคอบ และเท่าที่รับฟังการตัดสิน ก็เห็นว่าสิ่งที่ศาลฎีกาฯพิจารณาเป็นเพียงคำตัดสินที่มีต่อทรัพย์สิน ซึ่งไม่ได้พูดถึงประเด็นที่ถามไปในส่วนของการกระทำผิดทางอาญา เช่น การกระทำผิดที่เกิดขึ้นในขณะดำรงตำแหน่ง เรื่องนี้คงต้องมีการหารือในที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
นายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า การประชุมใหญ่ป.ป.ช.วันนี้ จะมีการนำคำพิพากษาของศาลฎีกาฯที่วินิจฉัยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีความผิดในการใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ใน 5 มาตรการ ได้แก่ 1.การแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต 2.การแก้ไขสัญญาอัตราจัดเก็บภาษีระบบเติมเงินให้เอไอเอส 3.การแก้ไขสัญญาเชื่อมต่อสัญญาณหรือโรมมิ่งแก่เอไอเอส 4.โครงการดาวเทียมไอพีสตาร์ และ 5.การปล่อยกู้ให้รัฐบาลพม่า วงเงิน 4 พันล้านบาท มาขยายผลเพื่อตรวจสอบว่า มีรัฐมนตรีหรือเจ้าหน้าที่รัฐคนอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องร่วมหรือได้ประโยชน์เช่นเดียวกับพ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ รวมทั้งกรณีที่ศาลฎีกาฯชี้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณจงใจปกปิดการถือหุ้น โดยจะนำพยานหลักฐานที่เป็นข้อวินิจฉัยของศาลฎีกาฯทั้งหมด มาประกอบการพิจารณา
นายวิชัย กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ฝ่ายกฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ เตรียมยื่นอุทธรณ์ โดยอ้างว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจรับคดีต่างๆ มาทำต่อจากคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) นั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช.คงไม่มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณา เพราะหากฝ่ายกฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ยื่นอุทธรณ์ในประเด็นนี้ ก็เท่ากับไม่ยอมรับอำนาจของศาล ซึ่งคงจะลำบากหากจะให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาในประเด็นนี้







