
‘โต้ง’ลั่นไม่ล้วงกองทุนประกัน
สั่งเร่งมือขายในปลายก.พ.นี้พยุงศักดิ์ชี้อัตราเบี้ย0.6-2%
สั่งเร่งมือขายในปลายก.พ.นี้พยุงศักดิ์ชี้อัตราเบี้ย0.6-2%
โต้งเร่งกองทุนประกันภัย เริ่มรับประกันอย่างช้าไม่เกินต้นเดือน มี.ค. ยืนยันการเมืองไม่แทรกแซง เบี้ยเริ่ม 0.6-2% ตามความเสี่ยง
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวภายหลังมอบนโยบายให้คณะกรรมการกองทุนประกันภัยที่ทำการประชุมเป็นครั้งแรก ว่า ต้องการให้คณะกรรมการรีบประสานกับบริษัทประกันเพื่อรับทำประกันภัยน้ำท่วมกับผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 7 แห่ง ให้เร็วที่สุด จากเดิมตั้งใจจะให้ขายในวันที่ 14 ก.พ. แต่ยังมีรายละเอียดที่ต้องหารือกันอีกมาก จึงไม่ทัน คาดว่าจะทำได้เร็วสุดปลายเดือน ก.พ.หรือต้นเดือน มี.ค.
นอกจากนี้ ยังให้นโยบายกองทุนประกันให้รับประกันจากทั้งจากประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดใหญ่ โดยให้คณะกรรมการกองทุนประกันภัยทุกคนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสบายใจ เพราะรัฐบาลจะไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงาน
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า การใช้เงินของกองทุนไปให้นิคมอุตสาหกรรมสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วม ถือเป็นอีกหนึ่งในโยบายหลักที่มอบหมายให้คณะกรรมการกองทุนประกันภัยดำเนินงาน เพราะถือว่าเป็นการลดความเสี่ยงของกองทุนให้ต่ำลง และเงินที่ให้นำไปสร้างเขื่อนก็ไม่ถือว่าเป็นเงินให้เปล่า เพราะกองทุนจะมีรายได้จากการรับทำประกันจากผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมกลับมา
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า หากเดินหน้ากฎหมาย พ.ร.ก.โอนหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ให้กับธนาคารแห่งประเทศไทยและ พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ได้ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการลดความเสี่ยงการเกิดน้ำท่วม
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานกองทุนส่งเสริมประกันภัยพิบัติ กล่าวว่า คณะกรรมการให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ไปร่างคำจำกัดความของ คำว่า “ภัยพิบัติ”
สำหรับอัตราเบี้ยประกันได้กำหนดกรอบเอาไว้ 0.6-2% ของวงเงินความคุ้มครอง ขึ้นอยู่ความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ โดยจะประกาศบนเว็บไซต์ให้ประชาชนรับทราบ ซึ่งอัตรานี้ไม่ต่างกันมากกับที่กองทุนในลักษณะเดียวกันที่ต่างประเทศขาย ซึ่งอยู่ที่ 0.2-1%
“เราจะมีการประชุมในรายละเอียดอีกครั้งในวันที่ 16 ก.พ. เพื่อหาข้อสรุปเรื่องเบี้ย นิยามของภัยพิบัติ เพื่อที่จะขายประกันภัยพิบัติให้ได้ภายในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน หรือวันที่ 20-24 ก.พ.” นายพยุงศักดิ์ กล่าว
นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า เงินประเดิมของกองทุนอยู่ที่ 5 หมื่นล้านบาทเหมือนเดิม แต่วงเงินความคุ้มครองจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านล้านบาท ซึ่งเกิดจากการบริหารจัดการภายใต้ระบบประกันภัย โดยจะบังคับให้บริษัทประกันภัยที่ขายประกันภัยน้ำท่วมอยู่แล้ว จะต้องรับประกันภัยพิบัติอย่างน้อย 1% ที่เหลืออีก 99% ส่งมาให้กองทุนฯ รับผิดชอบ ซึ่งจะส่งประกันภัยต่ออีกทอดหนึ่ง ส่วนบริษัทที่ไม่ได้ขายประกันน้ำท่วมไม่ต้องรับประกันภัยพิบัติก็ได้
ข้อมูลครัวเรือนที่เคยทำประกันภัยน้ำท่วมในปี 2553 มีจำนวน 1.3 ล้านครัวเรือน ทุนประกัน 1.3 แสนล้านบาท เอสเอ็มอี 2.3 แสนราย ทุนประกัน 2.25 แสนล้านบาท อุตสาหกรรม 1.5 หมื่นราย ทุนประกัน 6.45 แสนล้านบาท







