
เฟ้น5ผู้พิพากษาชี้ชะตาอุทธรณ์ยึดทรัพย์
ปัจจุบันมีผู้พิพากษาศาลฎีการาว 120 คน ทำการประชุมเพื่อลงมติเลือกเพื่อนร่วมศาลออกมา 5 คน เพื่อทำหน้าที่เป็น “องค์คณะพิจารณาอุทธรณ์”
ปัจจุบันมีผู้พิพากษาศาลฎีการาว 120 คน ทำการประชุมเพื่อลงมติเลือกเพื่อนร่วมศาลออกมา 5 คน เพื่อทำหน้าที่เป็น “องค์คณะพิจารณาอุทธรณ์”
โดย...มนต์ฤทัย นรคง
เป็นที่แน่ชัดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะอุทธรณ์คดียึดทรัพย์ต่อ “ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา” โดย นพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายกำหนดยื่นพยานหลักฐานใหม่ 5 ประเด็น
ทั้งนี้ ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 278 วรรคสาม บัญญัติถึงหลักการอุทธรณ์ว่าเป็นสิทธิของ “ผู้ต้องคำพิพากษา”
ในคดียึดทรัพย์ถ้านับจากวันที่ 26 ก.พ. ไปจนครบกำหนดอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน พ.ต.ท.ทักษิณ ยื่นพยานหลักฐานใหม่ นายสบโชค สุขารมณ์ ประธานศาลฎีกาจะต้องเรียกประชุมใหญ่ ซึ่งปัจจุบันมีผู้พิพากษาศาลฎีการาว 120 คน ทำการประชุมเพื่อลงมติเลือกเพื่อนร่วมศาลออกมา 5 คน เพื่อทำหน้าที่เป็น “องค์คณะพิจารณาอุทธรณ์” โดยการเลือกศาลฎีกาจะใช้วิธีให้ผู้พิพากษาทั้งหมดเสนอชื่อโดยต่างคนต่างเขียนชื่อผู้ที่ตนคิดว่าควรเป็น จากนั้นนับคะแนนด้วยการขานชื่อ “ผู้ใด” ได้คะแนนสูงสุดเรียงลงมา 5 คน จะได้รับบทบาทองค์คณะพิจารณาอุทธรณ์
แต่นายสมศักดิ์ เนตรมัย พร้อมองค์คณะคดียึดทรัพย์รวม 9 คน จะไม่มีสิทธิได้รับเลือกเพราะกฎหมายห้าม อย่างไรก็ตาม องค์คณะ 5 คน หากมีเหตุสุดวิสัยหรือจำเป็นไม่อาจทำหน้าที่ได้อาจขอให้ที่ประชุมใหญ่ฯ อนุมัติให้ถอนตัวและเลือกกันใหม่ได้
ทั้งนี้ หลังจากได้องค์คณะแล้ว 5 คนนี้จะไปประชุมเลือกหนึ่งคนขึ้นเป็น “เจ้าของสำนวน” ทำหน้าที่ตรวจพยานหลักฐานว่า ใหม่หรือไม่ใหม่ และมีอำนาจเปิดศาลเพื่อไต่สวนพยานหาก พ.ต.ท.ทักษิณ ขอให้ไต่สวน และเมื่อรวบรวมพยานหลักฐานอุทธรณ์เสร็จสิ้น องค์คณะ 5 คน จะต้องสรุปทำ “ความเห็น” เพื่อเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาลงมติว่าจะรับหรือไม่รับอุทธรณ์
หากศาลมีมติรับอุทธรณ์ องค์คณะ 5 คน จะเปลี่ยนหน้าที่มาเป็น “องค์คณะไต่สวนรวบรวมข้อเท็จจริง” โดยการไต่สวน องค์คณะ 5 คน สามารถออกคำสั่งเปิดบัลลังก์ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเรียกพยานมาเบิกความในศาลได้
เหตุผลที่ต้องให้ 5 คนเท่านั้นมาทำหน้าที่ไต่สวนเพราะการจะให้ผู้พิพากษาจากที่ประชุมใหญ่ฯ ทั้ง 120 คน ลงมาไต่สวนคดีด้วยตนเองทุกคนคงสร้างความยุ่งยาก และต้นทุนคดีสูงไม่น้อย ดังนั้นจึงกำหนดให้มีองค์คณะเพียง 5 คนเท่านั้นมาเป็นตัวแทนที่ประชุมใหญ่ฯ ทำการไต่สวน และนำข้อเท็จจริงในชั้นอุทธรณ์เสนอให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาทำคำพิพากษา
อย่างไรก็ตาม ในช่วงการลงมติพิพากษาของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา กฎหมายเปิดให้องค์คณะคดียึดทรัพย์ 9 คน เข้าร่วมประชุมออกเสียงพิพากษาคดีในชั้นอุทธรณ์ได้
ประเด็นสุดท้าย คดียึดทรัพย์จะใช้เวลาอุทธรณ์ยาวนานเพียงใด ตอบว่ามากกว่า 30 วัน เพราะดูแค่เวลาตาม แบบพิธี ก็พบว่าเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ยื่นอุทธรณ์แล้ว ภายใน 15 วัน ศาลจะต้องแจ้งให้ “อัยการสูงสุด” ทราบ เพื่อทำคำคัดค้านอุทธรณ์เสนอต่อศาล กระทั่งเมื่อคดีเดินไปจนถึงขั้นองค์คณะไต่สวนรวบรวมข้อเท็จจริงเสร็จต้องส่งสำนวนให้ที่ประชุมใหญ่ฯ ดูล่วงหน้า 15 วันก่อนเรียกประชุมเพื่อลงมติ และหลังลงมติ
สำหรับระยะเวลาการตัดสิน กฎหมาย ไม่ได้กำหนดให้ที่ประชุมใหญ่ฯ ต้องพิพากษาภายในระยะเวลาเท่าใด แต่เมื่อเทียบเคียงกับระยะเวลาที่ศาลตัดสินคดียึดทรัพย์ก็ใช้เวลาเพียงปีเศษ
คดีชั้นอุทธรณ์จึงอาจใช้เวลาน้อยกว่าเพราะพยานหลักฐานใหม่ น่าจะน้อยกว่าพยานหลักฐานเดิม







