
เจ๊เกียวขอขึ้นค่ารถ ภาคขนส่งฮึ่มเอ็นจีวี
เจ๊เกียวมาแล้ว ขอปรับอัตราค่ารถอีก 6 สต./กม. ด้านสหพันธ์การขนส่งฯ พบอารักษ์ 9 ก.พ. ยันไม่ให้ปรับเอ็นจีวีเกิน 2 บาท
เจ๊เกียวมาแล้ว ขอปรับอัตราค่ารถอีก 6 สต./กม. ด้านสหพันธ์การขนส่งฯ พบอารักษ์ 9 ก.พ. ยันไม่ให้ปรับเอ็นจีวีเกิน 2 บาท
นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังนางสุจินดา เชิดชัย นายกสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์โดยสารและคณะเข้าพบ ว่า นางสุจินดาได้เข้ามายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมเรื่องการปรับเพิ่มอัตราค่าโดยสาร โดยขอปรับเพิ่มอัตราค่าโดยสารรถโดยสารประจำทางขึ้นอีก 6 สต./กม. เนื่องจากต้นทุนน้ำมันดีเซลปรับสูงขึ้น
ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้นายสมชัย ศิริวัฒนโชค อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กลับไปศึกษาโครงสร้างต้นทุนเพื่อคำนวณหาอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสมและสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งหากศึกษาแล้วพบว่าน้ำมันดีเซลที่เพิ่มสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อต้นทุนก็อาจจำเป็นต้องอนุมัติให้รถโดยสารปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารตามที่ผู้ประกอบการเสนอมา คาดว่าภายใน2 สัปดาห์ กรมการขนส่งทางบกจะนำเสนอผลสรุปเบื้องต้นมาให้พิจารณาได้
นายศรศักดิ์ แสนสมบัติ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถประชุมพิจารณาค่าโดยสารได้ เนื่องจากคณะกรรมการ ฯ ยังไม่ครบองค์ประชุม ซึ่งต้องรอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 3 คน คาดว่า เร็วๆ นี้ จะแต่งตั้งแล้วเสร็จ และจะมีการประชุมต่อไป
นางสุจินดา กล่าวว่า ต้นทุนราคาน้ำมันดีเซลที่ใช้ในการคำนวณอัตราค่าโดยสารตามประกาศของคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง ฉบับวันที่ 9 ธ.ค. 2550 นั้น คิดบนพื้นฐานน้ำมันดีเซลที่ลิตรละ 23.50 บาท แต่ขณะนี้ราคาน้ำมันได้ปรับเพิ่มขึ้นเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที่ลิตรละ 31.13 บาท หรือมีการปรับเพิ่มสูงขึ้นถึงลิตรละ 7.63 บาท หรือ 32.47%
อย่างไรก็ตาม หากนำราคาน้ำมันดีเซลที่ลิตรละ 31.13 บาท ไปเทียบกับตารางการคำนวณอัตราค่าโดยสารของคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง จะเห็นว่า อัตราค่าโดยสารที่แท้จริงควรจะอยู่ในขั้นที่ 18 หรือควรจะต้องมีการปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารขึ้นอีก 0.06บาท/กิโลเมตร พร้อมทั้งขอปรับขึ้นค่าธรรมเนียมรถปรับอากาศไปพร้อมกันด้วย
“จากการพบรมว.คมนาคม ก็มีแนวโน้มที่ดี ว่าอาจจะอนุมัติให้ปรับขึ้นค่าโดยสารตามที่เราขอ แต่เพื่อความชัดเจน และเหมาะสม รมว.คมนาคมได้มอบให้กรมการขนส่งทางบกให้หาข้อมูลและคำนวณรายละเอียดอีกครั้ง ซึ่งเราก็จะต้องรอคำตอบจากกระทรวงก่อน” นายสุจินดากล่าว
นายยู เจียรยืนยงพงศ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในวันที่ 9 ก.พ.นี้ ทางสหพันธ์การขนส่งฯ จะเข้าพบนายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รมว.พลังงาน เพื่อหารือถึงแนวทางการปรับราคาก๊าซธรรมชาติในรถยนต์ (เอ็นจีวี) และรับฟังนโยบายที่ชัดเจน ซึ่งยังยืนยันเสนอให้มีการปรับราคาได้ไม่เกิน กก.ละ 2 บาทเท่านั้น
สำหรับผลศึกษาต้นทุนเอ็นจีวีของสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ออกมาอยู่ที่ 14.53 บาท/ก.ก. ก็ไม่แตกต่างกับที่สถาบันปิโตรเลียมศึกษาไว้ ซึ่งการได้เข้าพบรมว.พลังงานรอบนี้จะได้ทำความเข้าใจถึงต้นทุนเอ็นจีวีที่แท้จริง
“สำหรับกรณีที่กลุ่มแท็กซี่ยอมให้ปรับขึ้นราคาได้3 ช่วงๆละ2 บาท/ก.ก. นั้น คงเป็นความพยายามของภาครัฐที่ต้องการดึงกลุ่มผู้ประท้วงในการปรับราคาออกไป ซึ่งไม่ทราบมีเงื่อนไขอื่นรวมอยู่ด้วยหรือไม่ แต่ในกลุ่มขนส่งยังยืนยันให้ปรับได้แค่2บาท/ก.ก.ในปีนี้ ส่วนใครจะให้ปรับขึ้นเท่าไหร่ไม่เกี่ยวกัน”นายยูกล่าว
นายบรรยงค์ อัมพรตระกูล ประธานชมรมรถร่วมขสมก. กล่าวว่า ต้องการให้กระทรวงพลังงานออกมาชี้แจงถึงต้นทุนเนื้อก๊าซฯที่มาจากปากหลุมว่ามีอัตราเท่าไหร่ โดยเอาข้อเท็จจริงมาหารือ ไม่ใช่ใช้ข้อมูลจากปตท.อย่างเดียว ถือว่าไม่โปร่งใส นอกจากนี้ควรเปิดโอกาสให้เอกชนรายอื่นเข้ามาทำธุรกิจเอ็นจีวีไม่ใช่ผูกขาดเพียงรายเดียว เมื่อเจอกับปัญหาขาดทุนก็ใช้เป็นข้ออ้างไม่ขยายปั๊มเอ็นจีวี
รายงานข่าวจากกระทรวงพลังงานแจ้งว่า การศึกษาต้นทุนเอ็นจีวีของสถาบันวิจัยพลังงานจุฬาฯทา ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายในเรื่องงานวิจัย เพราะเป็นการช่วยเหลือภาครัฐ โดยเป็นการนำผลศึกษาต้นทุนเอ็นจีวีเดิมในช่วง 23 ปีที่ผ่านมาของสถาบันปิโตรเลียมที่ได้จัดทำไว้มาวิเคราะห์ อีกครั้ง ถือเป็นการใช้ข้อมูลพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว จึงใช้เวลาไม่นานในการศึกษา
การปรับราคาเอ็นจีวีตามมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ให้ปรับขึ้นราคาเอ็นจีวีอีก 6 บาท/ก.ก. หรือเดือนละ50 สต./ก.ก. ภายในปี 2555 ส่งผลให้ราคาเอ็นจีวีที่ถูกตรึงราคาขายไว้ 8.50 บาท/ก.ก. เป็น 14.50 บาท







