
คกก.ภัยพิบัติฯเสนอยกร่างแผนเผชิญเหตุ
คณะกรรมการภัยพิบัติแห่งชาติประชุมครั้งแรกในรอบ 2 ปี เสนอยกร่างแผนภัยพิบัติ-ลดขั้นตอนการสั่งการ เพื่อทำงานคล่องตัวขึ้น
คณะกรรมการภัยพิบัติแห่งชาติประชุมครั้งแรกในรอบ 2 ปี เสนอยกร่างแผนภัยพิบัติ-ลดขั้นตอนการสั่งการ เพื่อทำงานคล่องตัวขึ้น
ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายพระนาย สุวรรณรัฐ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (กปภ.ช.) ครั้งที่ 1 /2555 เพื่อพิจารณาการจัดตั้งกลไกในการขับเคลื่อนแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ.2553 – 2557 (เฉพาะกรณีภัยระดับ 3 และ 4)
นายพระนาย สุวรรณรัฐ ปลัดกระทรวงมหาดไทย รองประธานกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ในฐานะประธานการประชุม เปิดเผยว่า ปัจจุบันภัยพิบัติมีแนวโน้มเกิดขึ้นบ่อยครั้ง มีความซับซ้อน และมีจำนวนครั้งที่ถี่มากขึ้น สร้างความสูญเสียอย่างมหาศาล โดยเฉพาะเหตุการณ์มหาอุทกภัยเมื่อปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นการขับเคลื่อนแผนไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาล โดยกระทรวงมหาดไทย จึงได้มอบหมายให้คณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (กปภ.ช.) จัดตั้งกลไกในการขับเคลื่อนแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2553 – 2557 ไปสู่การปฏิบัติ (เฉพาะกรณีภัยระดับ 3 และระดับ 4) ด้วยการปรับปรุงบทบาทภารกิจของคณะอนุกรรมการประสานการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ โดยเปลี่ยนเป็นศูนย์อำนวยการร่วมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ศอร.ปภ.ช.) โดยทำหน้าที่ประสานการปฏิบัติ การบูรณาการข้อมูล และการระดมสรรพกำลัง เพื่อเตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาสาธารณภัยทั้งระบบ โดยจะเน้นการเตรียมการเผชิญเหตุ การติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์ การวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ เพื่อวางแผนรับมือสาธารณภัยได้สอดคล้องกับระดับความรุนแรง ส่วนในภาวะเกิดภัย เน้นการอำนวยการและบูรณาการประสานการปฏิบัติ
“ที่ผ่านมา พรบ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ให้อำนาจชัดเจนในหลายเรื่อง แต่การตัดสินใจใช้อำนาจเต็มในสถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา ยังคงสับสนพอสมควร จึงต้องใช้กลไกพิเศษ ที่เรียกว่าศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ทั้งที่มีกลไก องค์กร ขั้นตอนชัดเจนในรูปแบบคณะกรรมการชุดนี้อยู่แล้ว แต่ยังไม่เคยนำไปปฏิบัติจริงในภัยพิบัติใหญ่ขนาดนี้ ซึ่งในอนาคตทั้งปภ. และคณะกรรมการชุดนี้จะต้องมีแผนการเผชิญเหตุที่ชัดเจน ลดขั้นตอนการประสานงานที่ซับซ้อน รวมถึงมีการประชุมให้มากขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งไม่ใช่น้ำท่วมอย่างเดียว แต่ต้องมองไปถึงสภาพอากาศที่แปรปรวน และแผ่นดินไหวด้วย” นายพระนายกล่าวในที่ประชุม
ขณะที่ นอ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ ผอ.ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวกระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศ และการสื่อสาร (ไอซีที)ได้รับงบประมาณจากงคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ประมาณ 7พันล้านบาท สำหรับปรับปรุงระบบการเตือนภัยทั้งหมด ซึ่งภายใน 1-2 เดือนนี้ จะเริ่มนำร่องระบบเตือนภัยใหม่ทั้งระบบ ซึ่งจะครอบคลุมทั้งเรื่องอุทกภัย และภัยพิบัติอื่น ๆ ขึ้นที่จ.นครนายก เพื่อเป็นต้นแบบสำหรับการจัดการภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และขยายไปสู่จังหวัดอื่นทั่วประเทศต่อไป
ด้านนายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า ที่ผ่านมา คณะกรรมการชุดนี้ มีคณะอนุกรรมการที่ดำเนินงานเฉพาะเรื่องจำนวนมาก และไมได้ประชุมกันอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปภ.เองมีภาระหน้าที่ค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม หลังจากเหตุการณ์มหาอุทกภัย ได้มีการถอดบทเรียนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชย และเครนือข่ายจิตอาสาในหลายเวที ซึ่งในฐานะที่ปภ.เป็นฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการชุดนี้ จะรวบรวมเอาบทเรียน และจัดวางโครงสร้างคณะอนุกรรมการต่าง ๆ ว่าเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการชุดใดบ้าง และเชื่อมต่อกันอย่างไร ซึ่งจะทำให้การจัดการภัยพิบัติเป็น เป็นระบบ และมีประสิทธิภาพ รวมถึงสามารถแก้ไขปัญหา และช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ทันต่อสถานการณ์
ทั้งนี้ คณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (กปภ.ช.) ถือเป็นคณะกรรมการตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 ที่ให้อำนาจสำหรับจัดการภัยพิบัติฉุกเฉิน โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รมว.มหาดไทยเป็นรองประธานคนที่ 1 ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นรองประธานคนที่ 2 อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นกรรมการและเลขานุการ และหน่วยงานอื่น ๆที่เกี่ยวข้องกับการจัดการภัยพิบัติ อาทิ ผอ.ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ร่วมเป็นคณะกรรมการ







