
เพื่อไทยได้เปรียบ กินเรียบสสร.
การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งใหญ่กำลังเดินหน้า หลังจากรัฐบาลเพื่อไทยบริหารประเทศมาได้ 6 เดือน
โดย...ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม
การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งใหญ่กำลังเดินหน้า หลังจากรัฐบาลเพื่อไทยบริหารประเทศมาได้ 6 เดือน
ตามปฏิทิน ที่ อุดมเดช รัตนเสถียร ประธานวิปรัฐบาลระบุ คือ หลังจากพรรคเพื่อไทยเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขมาตรา 291 ต่อวิปรัฐบาล เมื่อทุกพรรคเห็นชอบตาม ก็จะเสนอเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขที่เสนออย่างเป็นทางการโดยคณะรัฐมนตรี จากนั้นจะยื่นต่อประธานรัฐสภาได้ในวันที่ 9 ก.พ. เพื่อบรรจุระเบียบวาระเรียกประชุมร่วมกันของสองสภา คือ สส. และ สว. ที่จะพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ คาดว่าจะอยู่ในช่วงวันที่ 14-17 ก.พ.
เมื่อรัฐสภาลงมติรับหลักการในวาระแรกจะตั้งคณะกรรมาธิการของสองสภาเพื่อกำหนดกติกาตั้งแต่ต้นทาง คือ ที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ยันปลายทางถึงการรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับมี 2 ขยัก ขยักแรกคือ การเสนอแก้ไขมาตรา 291 ถึงที่มาโครงสร้าง ส.ส.ร. ขยักสอง การจัดทำเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย ส.ส.ร. ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของขยักแรกให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งต้องปลดล็อกด้วยการแก้มาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันในหมวด การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญก่อน
สภาร่างรัฐธรรมนูญเป็น “สภาเฉพาะกิจ”ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือฉบับที่ 19 ของประเทศไทย ถ้าเร็วสุดจะยกร่างเสร็จในปลายปี 2555 แต่ถ้าไม่เร่งจะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่เกินกลางปี 2556
ถึงแม้ว่าการเสนอแก้ไขมาตรา 291 ยังอยู่ในขั้นตอนการเริ่มต้น ยังต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้น แต่รัฐบาลเพื่อไทยคุมเสียงข้างในรัฐสภา หากต้องการยืนเรื่องใดก็มักไม่พลาด
เมื่อดูร่างแก้มาตรา 291 ของพรรคเพื่อไทย ที่จะเป็น “ร่างหลัก” ใช้ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ทำให้เห็นเค้าโครงของสภาร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ที่เปิดทางให้ฝ่ายการเมืองครอบงำได้ไม่ยาก...
ตามโมเดลของพรรคเพื่อไทยกำหนดให้ ส.ส.ร.มี 99 คนมาจาก ส.ส.ร.จังหวัดจากการเลือกตั้งตรงจังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน และ ส.ส.ร.สายนักวิชาการ 22 คน ประกอบด้วย สาขากฎหมายมหาชน สาขารัฐศาสตร์ สาขาผู้เชี่ยวชาญด้านการเมือง โดยให้สภาของสถาบันการศึกษาเสนอรายชื่อและส่งให้สมาชิกรัฐสภาเลือก
พรรคเพื่อไทยมีจุดได้เปรียบที่การเลือกตั้งจากคะแนนนิยม ระบบเครือข่ายในภาคอีสานและภาคเหนือ ส่วนภาคกลางกระจายหลายพรรค ขณะที่ภาคใต้เป็นของพรรคประชาธิปัตย์
ยิ่งวันนี้พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลมีอำนาจรัฐ คุมกลไกปกครอง ท้องถิ่นเบ็ดเสร็จ และหลายคนในเครือข่ายเสื้อแดง และพรรคเพื่อไทยก็ขยับเตรียมลงสมัคร ส.ส.ร.กันคึกคัก โอกาสที่จะยึดกุมเสียงข้างมาก ในส.ส.ร.สายเลือกตั้ง 77 คนได้ไม่ยาก
ส่วนอีก 22 คนในสัดส่วนของนักวิชาการซึ่งสุดท้ายจะให้สมาชิกรัฐสภา สส.-สว.เลือก รัฐบาลเพื่อไทยก็คุมเสียงข้างมากในรัฐสภาอีก
ปัจจุบันรัฐสภามี สส.สว. 650 คน เสียงเกินกึ่งหนึ่งคือ 326 รัฐบาลมี 300 เสียง แต่ยังมี สว.ที่คุมได้ในมืออย่างน้อย 70 คน รวมแล้วรัฐบาลคุมเสียงรัฐสภาได้ทั้งทางตรงและอ้อมประมาณ 370 เสียง จึงไม่ยาก หากต้องการบล็อกเลือก ส.ส.ร.สายวิชาการอีก22 คน
นี่เป็นประเด็นสำคัญ หากการคัดเลือก ส.ส.ร. เป็นไปด้วยความโปร่งใส ปราศจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง สภาร่างรัฐธรรมนูญก็จะมีอิสระ สร้างกติกาใหม่ในรัฐธรรมนูญโดยยึดผลประโยชน์ประชาชนเป็นสำคัญ
แต่หาก ส.ส.ร.เป็นนอมินีของฝ่ายการเมือง สั่งซ้ายหันขวาหันได้ตามใจชอบ จะทำให้การจัดทำรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เกิดปัญหาความไม่ไว้วางใจแต่แรกเริ่มว่า มาแก้กติกาเพื่อเอื้อผลประโยชน์ให้ฝ่ายตนเอง
ทว่า แม้แต่ อุกฤษ มงคลนาวิน ประธานคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ หรือ คอ.นธ. ที่รัฐบาลตั้งขึ้น ยังตั้งข้อสังเกตว่า ระบบ ส.ส.ร.ที่มาจากเลือกตั้งเช่นนี้ ถูกแทรกแซงจากนักการเมืองได้สบาย เพราะคนที่รับเลือกต้องไปพึ่งหัวคะแนน ส.ส.ร.ใหม่จึงเป็นร่างทรงของพรรคการเมืองแน่นอน
“ใครจะไปหาเสียงว่า ผมเป็นผู้รู้เรื่องรัฐธรรมนูญเลือกผมเถอะ มันไม่มีใครเลือกหรอก แล้วเวลาหาเสียงก็น้อย พอเสร็จแล้วก็ต้องมีนักวิชาการจะเลือกกันเองหรือใครแต่งตั้งมาก็ตาม ก็เป็นฝ่ายการเมืองที่ครอบงำพวกนี้อีก”
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้อยู่ในบรรยากาศของความแตกแยก สังคมแบ่งขั้วอย่างรุนแรงหลังเกิดวิกฤตความขัดแย้งต่อเนื่องนับจากคดีซุกหุ้นจนถึงเหตุการณ์พฤษภาเลือด โดยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นจุดศูนย์กลางของความขัดแย้งใหญ่
และเป้าหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่กุมพรรคเพื่อไทยและขบวนการเสื้อแดงอยู่ขณะนี้ หวังที่จะกลับไทยด้วยการนิรโทษกรรมคดีความผิดต่างๆ
การนิรโทษกรรมทำได้ โดยการออกกฎหมาย และการเขียนในบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หาก ส.ส.ร.ใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นถูก “แทรกแซง-แทรกซื้อ” เป็นร่างทรงของพรรคการเมือง เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับองค์กรอิสระในยุครัฐบาลไทยรักไทย สภาร่างรัฐธรรมนูญก็ติดลบตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน และหากรับงานมาร่างเพื่อประโยชน์นักการเมือง ก็จะนำไปสู่เงื่อนไขของการคัดค้าน เป็นปัจจัยให้สังคมแตกแยกวุ่นวายอีกรอบ
การจัดทำรัฐธรรมนูญครั้งสำคัญนี้สุ่มสี่ยงที่จะเป็นเรื่องของนักการเมือง ที่ทำเพื่อนักการเมือง
ไม่ต่างจาก “ทีใครทีมัน”







